Spirituality & Crisis
จิตวิญญาณกับภาวะวิกฤต

The legacy in the heart
มรดกตกทอดไว้ในหัวใจ จาก ดาดี้ แจงกี

พฤษภาคม 2563

ถ้อยคำศักดิ์สิทธิ์ชี้ทางชีวิต
การให้ความรู้ความเข้าใจของบราห์มา กุมารี ที่กลายเป็นถ้อยคำศักดิ์สิทธิ์ชี้ทางชีวิตนั้นมาจากภาวะที่ละเอียดอ่อนของการสื่อสารที่แท้จริง True Communication จากการเชื่อมโยงที่แท้จริง True Connection กับผู้เป็นสัจจะ โดยให้เวลาเป็นเครื่องพิสูจน์

เมื่อเห็นความจริง และสิ่งหลอกลวงได้ชัดเจน ย่อมใช้ความพยายามที่จะขจัดความหลงทะนงและความขัดแย้งรุนแรงที่สร้างความเป็นศัตรูกันมากขึ้นจากการพิสูจน์ตนเอง

ดาดี้แจงกีได้จากไป ในภาวะวิกฤตของโลกที่หลอกลวงเพื่อให้กระแสพลังแก่ผู้ที่รักสัจจะ พร้อมเอาชนะอุปสรรคทั้งปวง เราทั้งหมดต้องเตรียมพร้อมสำหรับการอยู่และการไป ในกระบวนการสะสางบัญชีกรรมทั้งส่วนตัวและส่วนรวมทั่วทั้งโลก

บาบาพูดถึงนัยสำคัญของการจากไปของดาดี้ไว้อย่างชัดเจน โดยสรุปไว้ดังนี้
(คลิกอ่านสรุปภาษาอังกฤษ)

“การจากไปของดาดี้ นั้นมีนัยสำคัญ บาบาได้พูดถึงโชคของดาดี้ นั้นสูงมากเพราะก่อนจะจากไปวัตถุธาตุทั้งหมดทำความสะอาดทุกสิ่งอย่างสมบูรณ์ เกิดฟ้าฝนและพายุขึ้นอย่างรุนแรงในมธุบัน เมื่อร่างของดาดี้แผ่วลงแล้วเข้าไปสู่ตักของบาบา วัตถุธาตุก็สงบลงในที่สุด ดาดี้มาในเวลาที่สถานการณ์โลกกำลังจะมีอุปสรรคมากมาย ตอนที่ดาดี้อยู่ในร่างเคยให้กระแสพลังแก่วัตถุธาตุอย่างมาก แม้กระทั่งบัดนี้ขณะที่ดาดี้กำลังนั่งอยู่กับบาบาในอาณาเขตที่ละเอียดอ่อน ดาดี้ก็ให้กระแสพลังแก่ทั้งโลก อีกนัยหนึ่งคือทั้งสามโลก (โลกที่ไม่มีตัวตนของดวงวิญญาณ อาณาเขตที่ละเอียดอ่อนของเทพที่ละเอียดอ่อนหรือเทวดานางฟ้า และโลกที่มีตัวตนของดวงวิญญาณบราห์มินทั้งหลาย) ให้ความร่วมมือในการทำงานอย่างยิ่งโดยเฉพาะในอนาคตที่ดวงวิญญาณ ที่หลงเหลืออยู่จะถูกปลุกให้ตื่นขึ้นมาด้วยกระแสจิตของดาดี้ บาบาได้เรียกลูกผู้นี้มาในเวลาที่ทุกดวงวิญญาณต้องการได้รับกระแสพลังเช่นนั้น


บาบาได้พูดถึงดาดี้ได้เตรียมผู้คนจากสาขาอาชีพต่างๆไว้ อาทิเช่น นักวิทยาศาสตร์ ผู้นำการเมือง ผู้นำศาสนา ซึ่งได้ร่วมกันแบ่งปันความรู้สึกต่อดาดี้ และสิ่งที่ดาดี้ตอบรับมาคือการได้รับบทเรียนของการเป็นหนึ่งเดียวกับบาบาและมีความประหยัดที่ทำให้เกิดความใหม่ขึ้น ในความเพียรพยายามของแต่ละคน การเปลี่ยนแปลงโลกเกิดจากการเปลี่ยนแปลงตนเอง เป็นงานที่หลงเหลืออยู่ที่ต้องเสร็จสิ้นอย่างรวดเร็ว ด้วยพละกำลังเดียวและการค้ำจุนเดียว (One Strength One Support) ฉัน และบาบาเท่านั้น

ประสบการณ์ของซิสเตอร์ แจนที



ผู้ประสานงานภาคพื้นยุโรป ประจำการ ณ กรุงลอนดอน ในศูนย์ประสานงานนานาชาติ ของบราห์มา กุมารี มหาวิทยาลัยทางจิตของโลก

ภายในวันเดียวกันไม่นาน หลังจากที่ดาดี้แจงกี ละร่างไป ซิสเตอร์แจนทีได้เล่าประสบการณ์ ของการใช้ชีวิต อยู่กับดาดี้ มานานที่สุดซึ่งสะท้อนให้เห็น ถึงคำสอนที่ศักดิ์สิทธิ์ และชีวิตอมตะ ที่เอาชนะความตาย นั่นคือการอยู่เหนือความผูกพันยึดมั่น ด้วยความสัมพันธ์ที่เต็มไปด้วยความรักและละวาง ไม่มีความเศร้าหมองของการพลัดพราก หรือการสูญเสียใดๆ นอกจากการเข้าใจถึงบทบาท ที่ยิ่งใหญ่ของกันและกันในวงจรละครที่ไม่มีวันจบนี้

Sr.Jayanti ผู้ใช้ชีวิตใกล้ชิดที่สุดกับ ดาดี้แจงกี เป็นเวลา 63 ปีนับตั้งแต่วัยเด็ก หลังจากที่ดาดี้จะละร่างไปแล้ว 12 วัน เธอนั่งโยคะอยู่ในห้องดาดี้ทุกวัน กิจวัตรประจําวันคือ อ๊อฟเฟอร์โบ๊ก หรือยกมอบอาหารให้บาบาชำระให้บริสุทธิ์และมีโยคะเย็น 1 ชั่วโมง ส่วนคนอื่นก็ผลัดเวรกันมานั่งไม่ขาดเพราะดาดี้ได้ทำให้ที่อยู่อาศัยของตนเองเป็นสถานที่ของทาปาเซีย (การเพ่งเพียรเป็นพิเศษ) ทำให้ดาดี้กำหนดการละร่างของตนให้เป็นไปตามหลักการใช้ชีวิตของดีดี้คือความเรียบง่าย มีบาบาเพียงผู้เดียวไม่มีใครอื่นและประหยัด ดาดี้ไม่ปรารถนาที่จะให้ใครเดินทางมาจากที่ใดทั่วโลก(เป็นหมื่นๆ)ไม่ต้องการให้มีค่าใช้จ่ายในการจัดดอกไม้ (เพราะช่วงล็อคดาวน์ไม่สามารถสั่งดอกไม้ข้ามรัฐได้) จึงมีแต่ดอกไม้จากสวนของบาบาสำหรับพิธีศพของดาดี้เท่านั้น ดาดี้เลือกเวลาจากไปที่ทุกคนมีโยคะพิเศษตอนอมฤตเวลาตี 2 เมื่อดวงวิญญาณพิเศษละร่าง ย่อมมีผลกระทบต่อโลก การเดินทางขึ้นมาบนภูเขาอาบูจากอาเมดาบัดเป็นไปตามประสงค์ของดาดี้ โดยไม่มีใครรู้ว่าจะมีการล็อคดาวน์ อีก 2 วันต่อมา เราได้เห็นว่าทุกสถานการณ์มีการเชื่อมโยงกัน นั่นคือทุกความคิดใดที่บริสุทธิ์ของดาดี้ บาบาตอบสนองให้เป็นไปตามละคร

ตั้งแต่ 8 ขวบดาดี้มีประวัติของการแสดงความรักต่องานรับใช้ช่วยเหลืออย่างมาก โดยออกไปในหมู่บ้านและจูงใจผู้คนให้รับประทานอาหารที่บริสุทธิ์ ไปเยี่ยมผู้ป่วยและนำเอาไหน้ำติดตัวไปเพื่อภาวนาให้เขาดีขึ้น จากการที่ดาดี้ต้องการรู้จักพระเจ้าอย่างแท้จริง ในวัย 11 ขวบเธอจึงได้ขอให้พ่อพาไปจาริกแสวงบุญทั่วทั้ง 4 ทิศในอินเดีย และได้ขอให้ผู้นำกลุ่มศาสนาเหล่านั้นเล่าประสบการณ์เกี่ยวกับพระเจ้าของเขาจริงๆ ให้ฟัง แต่กลับไม่มีใครตอบได้ ดาดี้มีความรักต่อพระเจ้าอย่างยิ่งด้วยภาวนาอย่างลึกล้ำที่จะสัมผัสสัจจะ ความรักในสัจจะ ความรักในพระเจ้า แม้ขณะที่ใช้ชีวิตช่วงสุดท้าย ดาดี้ ก็พร้อมเสมอที่จะทำให้ทุกคนสมหวังในสิ่งที่เขาต้องการ

ตัวฉันเองได้สร้างสายใยอันเป็นนิรันดร์กับดาดี้ (ตามที่บาบาบอก) ด้วยการเขียนจดหมายถึงกันเป็นประจำ ขณะที่ฉันใช้ชีวิตอยู่ที่ลอนดอน

Sr.Jayanti จึงได้กำชับ Sr.La (ผู้ทำหน้าที่ประสานงานในประเทศไทย) ให้เขียนจดหมายถึงดาดี้อย่างน้อยที่สุดเดือนละครั้ง ซึ่งดาดี้ได้ตอบจดหมาย ครั้งสุดท้ายถึง Sr.La ด้วยการอัดเสียงส่งมา นั่นคือตราประทับที่ถาวรสะท้อนให้เห็นความสัมพันธ์ที่ซื่อสัตย์ต่อกันนั้นไม่มีการให้และรับความทุกข์เช่นที่ว่า Honest Heart never get hurt อันเป็นประโยชน์ต่อการฟันผ่าอุปสรรคและพัฒนาจิตวิญญาณจนถึงที่สุด

(คลิกฟังเสียงของดาดี้ ภาษาอินเดีย-อังกฤษ)
"สวัสดี Sr.La อ่านอีเมลของเธอแต่ละคำเต็มไปด้วยสัจจะและความรัก นั่นคือหัวใจที่ซื่อสัตย์ที่เธอรักษาความรักไว้และด้วยความรักนี้ที่เธอได้รับใช้ประเทศไทยมา เธอได้ทำงานรับใช้ที่ดีมากและรักษาสมดุลของความรักและกฎเกณฑ์ ด้วยความรักที่เธอรับใช้ทั้งประเทศ นี่คือประโยชน์ที่ยิ่งใหญ่และการรับใช้ด้วยความรักที่ไม่มีเงื่อนไข ความรักที่ไม่เห็นแก่ตัว ฉันเชื่อว่าแม่ของเธอยังมีชีวิตอยู่ โปรดมอบความรักและความทรงจำแก่เธอ อ่านอีเมลของเธอ หัวใจของฉันรู้สึกว่าฉันต้องการพบเธอเป็นการส่วนตัว เป็นไปได้ไหมที่เธอจะมาที่มธุบัน เพื่อมีการพบปะที่แสนหวานและใช้โอกาสนี้ ซิสเตอร์เช่นเธอรักษาสมดุลของความรักและยังละวาง เหตุนี้เองที่เธอเป็นตัวอย่างของการเป็นผู้ที่เรียบง่าย แต่เป็นแบบอย่าง บางคนบอกว่าใช้กฎเกณฑ์ไม่ใช่สิ่งที่ดี แต่ควรเป็นผู้ที่มีความรักมากมาย นั่นคือสิ่งที่ถูกต้องสำหรับ Sister ที่มหัศจรรย์ เมื่ออ่านอีเมลของเธอ ใบหน้าของเธอมาอยู่ข้างหน้าฉัน เป็นคำพูดที่เธอเขียนเต็มไปด้วยภาวนา มีความรู้สึกที่บริสุทธิ์อย่างอ่อนหวานมาก โอเค โอมชานติ, ราตรีสวัสดิ์"

ในโอกาสนี้บราห์มากุมารี มหาวิทยาลัยทางจิตของโลก มีการรวบรวมประสบการณ์ของผู้ที่ใกล้ชิดกับดาดี้แจงกี เพื่อใช้เป็นแรงบันดาลใจแก่ผู้อื่น Sr.La จึงได้ขอตอกย้ำถึงความสำคัญของ ‘ความซื่อสัตย์’ เพราะพระผู้เป็นเจ้านั้นพึงพอใจกับหัวใจที่ซื่อสัตย์ (The Lord is pleased with an honest heart.) ด้วยการน้อมรับทุกระบบของการสื่อสารที่ละเอียดอ่อน จากผู้ที่มีหัวใจที่ซื่อสัตย์ในการทำหน้าที่ของการเป็นเครื่องมือของพระเจ้า

ประสบการณ์ของผู้นำไทย
คุณศุภพงศ์ กฤษณกาญจน์(คุณนิด)ประธานคณะกรรมการบริหาร บริษัท ระยองเพียวริฟายเออร์ (มหาชน) จำกัด
จากการสนทนาภาวะวิกฤตของโลก กับผู้นำที่ทำงานอย่างเต็มศักยภาพในการดูแลเอาใจใส่พี่น้องร่วมชาติและต่างชาติ เราได้สรุปความรู้สึกที่มีต่อดาดี้ แจงกี ในช่วงสุดท้ายไว้ดังนี้

ผมได้พบดาดี้แจงกี 2 ครั้ง ทั้งที่อินเดีย และครั้งแรกที่สนามบินดอนเมืองผมเอากีต้าร์ไปเล่นดนตรี ดาดี้แจงกีได้กวักมือเรียกผมมาบอกว่า “I know you love GOD very much.” (ฉันรู้ว่าเธอนั้นรักพระเจ้ามาก) “แต่เธอรู้ไหม Shiva and Yahova is same word’’ ผมแปลกใจที่ท่านพูดขึ้นมาโดยไม่รู้ด้วยซ้ำว่าผมเป็นคริสต์ ทำไมท่านพูดว่า ศิวะกับยะโฮวา เป็นคำเดียวกัน เพียงเป็นภาษาของท้องถิ่นที่ต่างกันแต่คือคำเดียวกัน ผมก็ถามท่านอีกว่าทำไมท่านพูดเช่นนั้น มีคาแร็กเตอร์ที่เหมือนๆกัน คือมี 3 ภาค การดูแลรักษา การสร้าง การทำลายไปในแนวเดียวกัน ศิวะประกอบด้วย 3 ภาคด้วยเช่นกัน ยะโฮวา ที่มี 3 ภาค มีพระบิดา พระบุตรและพระจิต แต่ผมเชื่อว่าคนที่สัมผัสกับพระเจ้าได้ จะรู้ว่า คนที่เขาติดต่ออยู่และเรียกกันว่า supreme สิ่งสูงสุดคืออะไร จะเรียกว่าอะไรก็ตาม เพราะในพระคัมภีร์บอกว่า I am what I am (ฉันเป็นเช่นที่ฉันเป็น) ไม่ต้องเรียก ชื่อด้วยซ้ำไป ใช่ไหมครับ เพราะฉะนั้น คนก็ตั้งชื่อ สิ่งที่เขา แสวงหา สัมผัสได้และใช้ภาษาของเขา ผมก็เห็นด้วยกับดาดี้จริงๆนะ ว่า ชีวา และยะโฮวา เป็นคำเดียวกัน จริงๆแล้วท่านเปิดโลกทัศน์ผมเหมือนกัน เพราะตอนแรกผมรู้สึกว่ามันแตกต่างกัน คือระหว่างฮินดู และยิว เมื่อผมเปิดโลกทัศน์จึงทำให้คิดได้ว่า same word และ same energy คือ คำเดียวกัน และ พลังงานเดียวกัน ผมพยายามสังเกตออร่าคนโดยใช้ตาเปล่า ผมมีทั้งเครื่องวัดออร่า และมีวิธีการที่จะดูออร่า ครั้งหนึ่งที่มธุบันได้จัดรายการ Call of the Time ผมมองเห็นออร่าของดาดี้แจงกี เหมือนเอาหม้อหุงข้าวสีขาวครอบทั้งศีรษะเลย (เห็นขาวรอบทั้งหัว) และอีกคนเป็นชาวเยอรมัน ที่มีออร่าขาวเพียงครึ่งหนึ่ง ประสบการณ์นั้นที่ทำให้ผมรู้สึกว่าดาดี้แจงกีเป็นคนที่มี Energy สูงมาก แต่ตอนนี้ผมสามารถเห็นออร่าได้ทุกสีของทุกคนด้วย และผมคิดว่าดาดี้แจงกีเป็นคนที่มีสมาธิ และฌานที่สูงมาก ผมขอเรียกว่า Energy ที่สูง ทำให้เราสามารถมองเห็นได้ขนาดนั้น อีกประสบการณ์หนึ่งจากดาดี้คือการสื่อสาร หรือการพูด ที่ทำให้เห็นว่า supreme นั้นไม่ใช่ ของเธอ หรือของฉัน แต่เป็นของเรา สรุปสั้นๆ ดาดี้แจงกี เป็นคนที่มี Energy สูงมากกว่าคนธรรมดาถึงร้อยล้านเท่า เพราะจากในสมองของคนเรามีคลื่นแม่เหล็กระดับหนึ่ง มองเห็นเป็นออร่าสีขาว
ข้อคิดจากคุณนิด(คลิกอ่าน)

คุณวิชิต ญาณอมร CEO บริษัทอมรชีวิน จำกัด – อดีตรองผู้จัดการใหญ่ธนาคารไทยพาณิชย์
ผมรู้จักกับดาดี้แจงกีตั้งแต่สมัยเข้าไปร่วมรายการของราชาโยคะในกรุงเทพฯและหลังจากนั้นคุณหล้าก็กรุณาส่งผมไปเข้าร่วมรายการที่ลอนดอน ในที่พักใกล้บ้านของดาดี้แจงกี พักอยู่กับบ้านคนอังกฤษคู่หนึ่ง ได้สัมผัสกับดาดี้แจงกีตลอดทั้งวันในช่วงนั้น สิ่งที่ผมมีความประทับใจ คือความเย็น ความมีสติ และอยู่กับตัวเอง เวลาพบเราก็รู้สึกสบายใจ ท่านเป็นตัวอย่างที่ดีในการใช้ชีวิตประจำวัน ที่ให้เรานั้นมีสติว่าต้องมีการระลึกถึงบาบาอยู่ตลอดเวลา สิ่งนี้จะเป็นประโยชน์กับเราอย่างมาก สิ่งนี้คือรอยประทับแรกที่ยังคงอยู่ครับ ดาดี้แจงกี ถ้าดูตามสายตาของคนทั่วไปในสมัยนี้รูปร่างหน้าตาท่านค่อนข้างเป็นคนตัวเล็กและผิวคล้ำ แต่สิ่งที่ปรากฏภายนอกกลับไม่เป็นอุปสรรคที่เราจะเห็นความดีงามที่อยู่ข้างในของท่าน เพราะฉะนั้นผมจึงมีความประทับใจที่ดีมาก ในความเป็นผู้นำทั้งโลก

คุณชัยรัตน์ พิตรพิศุทธิ์กุล Managing director บ.Future TransportInternational Co.,Ltd.
ดาดีแจงกีถือเป็นครูผู้หนึ่งที่ยิ่งใหญ่ในความคิดและความรู้สึกของผม ปี 2000 จากการที่ได้มีโอกาสพบท่าน แค่รอยยิ้มของท่านที่เต็มไปด้วยพลังแห่งการให้ เป็นผู้ให้ที่แท้จริงผมมีความรู้สึกได้ทันทีว่าท่านกำลังบอกอะไรผมเพราะใน 12 คนผมเป็นคนเดียวที่ท่านเรียกไปพบในห้องส่วนตัวแล้วก็ให้หนังสือผมมาเล่มหนึ่ง ผมเก็บและอ่านหลายรอบ ในบทนำท่านเขียนว่าอย่าหยุดปฏิบัติ don't stop practising, you have the third eye, you will see God one day ผมยังจำข้อความนี้ได้ ครั้งแรกที่ได้งงนะครับเพราะว่าไม่ได้ค่อยอยู่กับความมหัศจรรย์หรือความบริสุทธิ์อย่างนี้ครับ แต่เมื่อเดินออกมาแล้วมาทบทวนหลายครั้งเพื่อนๆร่วมคณะที่ไปด้วยกันก็ถาม ผมก็ไม่รู้ว่าอะไรเกิดขึ้น รู้สึกว่าเป็นปัญญาที่เกิดมาจากส่วนลึกที่ท่านคงมีกระแสจิตในการบอกผมให้มีความเชื่อในสิ่งที่เรียกว่า supremeหรือสิ่งสูงสุดและก็ไม่หยุดปฏิบัติในการฝึกจิต (meditation) แล้ววันหนึ่งพลังเหล่านี้จะทำให้ได้พบกับปัญญาที่แท้จริง ความหมายที่ผมเข้าใจคือเป็นพลังบริสุทธิ์ที่ทำให้เห็นสัจจะเห็นความจริงแท้ มีหลายสิ่งหลายอย่างที่พี่หล้าเคยบอกกับผมในบทเรียน สิ่งนั้นปรากฏแล้วนะ ผมก็ไม่ประมาทนะครับ ถือว่าเรายังดีนะแม้ว่าเรายังมีหน้าที่และความรับผิดชอบ แต่ก็ยังไม่ได้เป็นผู้ที่เสียสละเลยอย่างพี่หล้าหรือว่าใครหลายๆท่านที่เรียกว่าโยคินีโดยเฉพาะ Dadi Janki คือ The Great Yogini ผมขอใช้คำว่าเป็นผู้อุทิศมากกว่าเป็นผู้เสียสละเพราะว่าชีวิตท่านตั้งแต่วัยเด็กท่านได้เรียนรู้วิธีที่จิตสามารถสื่อความดีงามที่สูงสุด ไม่ใช่เฉพาะในโลกของความเป็นมนุษย์ แต่เป็นโลกของความยิ่งใหญ่ที่เรียกว่าจักรวาลซึ่งไม่สามารถอธิบายด้วยคำพูดหรือว่าด้วยการสัมผัสจากตา หู คอ จมูกหรืออะไร แต่สิ่งเหล่านี้สามารถเห็นด้วยปัญญาและคงเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตผมตลอดไปจนถึงลมหายใจสุดท้าย ผมมีความเชื่อและศรัทธาอย่างสูงว่าสิ่งเหล่านี้คือพลังบริสุทธิ์เรามีโอกาสได้ไปสัมผัสหรือเปล่าเท่านั้น

ผมรู้สึกว่าคิดถึงท่าน ช่วงเวลาท่านเสียไปเมื่ออายุ 104 ปี ขอให้กระแสจิตของท่านปกป้องชาวบราห์มินนะครับ ขอให้ทุกท่านใช้พลังความดีของท่านในการกระจายพลังเหล่านี้ออกไปให้เขามีโอกาสเห็นด้วยปัญญาเช่นที่ผมได้มานะครับ แล้วก็สิ่งเหล่านี้ก็คงจะตอบสนองโลกใหม่ที่ไม่รู้ว่าจะมาเมื่อไหร่ แต่ผมก็เตรียมพร้อมนะครับ

รองศาสตราจารย์ ดร.คงศักดิ์ ศรีแก้ว คณะเทคโนโลยีการเกษตรและอาหาร มหาวิทยาลัยราชภัฏพิบูลสงคราม
ได้รู้ได้สัมผัสกับบราห์มากุมารีตั้งแต่ไปเรียนต่อที่ ออสเตรเลีย ในช่วงแรกอาจจะไม่ได้ถ่องแท้แต่ก็มีความรู้สึกเหมือนมีอะไรดึงดูดให้เข้าไปใกล้ หลังจากนั้นก็เริ่มศึกษาเบื้องต้นกับเพื่อนที่เรียนอยู่ด้วยกัน ศึกษาไปเรื่อยๆ จนมีโอกาสถามพี่หล้าและไปมธุบัน, อินเดีย การได้พบกับดาดี้ในครั้งนั้น ทำให้จิตใจอิ่มเอมและเบิกบานมาก เพราะเห็นสายตาของผู้หญิงคนหนึ่งที่มีแต่ความเมตตา ทั้งๆที่เรายังไม่เคยคุยกันมาก่อนเลย ก็สัมผัสได้ถึงความรักที่มีต่อทุกๆคนโดยไม่มีเงื่อนไข ในขณะนั้นตัวผมก็ไม่ได้มี commitment (ผูกมัด) อะไรหลายๆอย่าง กับบราห์มากุมารี แต่ว่าพอได้สัมผัส ความเมตตาที่ดีๆ มีต่อทุกคน ไม่ว่าผู้นั้นจะเป็นใคร นี่คือ first impression(รอยประทับแรก) จากนั้นก็ได้พบกับดาดี้ ในหลายโอกาส ทั้งที่ออสเตรเลียและที่กรุงเทพฯ สายตาเดิมก็ยังคงอยู่ สายตาแห่งความเมตตา แห่งความรักให้กับมนุษย์ทุกคน โดยที่ไม่ได้ รู้จักหรือว่าไม่ว่าคนๆนั้นจะเป็นใคร เป็นอะไรที่อิ่มมาก หลังจากนั้นก็ติดตามข่าวคราวมาตลอด เมื่อไหร่ก็ตามถ้ามีความรู้สึกดาวน์(หนักๆ)หรือเหนื่อย ก็จะมองย้อนกลับไปหาประสบการณ์เก่าๆที่ประทับอยู่ในความรู้สึกเสมอ

นี่คือสิ่งที่ผมพูดจากสิ่งที่ผมเห็น ได้ฟังเสียง แล้วรู้สึกว่าดาดี้เป็นผู้หญิงที่มีแต่ให้ คือให้จากก้นบึ้งของจิตใจ ไม่ต้องเอ่ยอะไรมาก ส่วนคำสอนที่พูดออกมานั้นเรียบง่ายแต่เต็มไปด้วยพลัง powerful จึงอยากให้ทุกคนได้มีโอกาสสัมผัสแม้ในขณะนี้ภาพคำสอนก็ยังคงอยู่และได้ปฏิบัติตาม

ข้อคิดจากชีวิตดาดี้ รวบรวมโดย Sr.La
ขอบคุณดาดี้แจงกี ผู้เอาชนะหัวใจทุกคน เราเก็บภาพครั้งสุดท้ายที่เมืองไทย ในปี ค.ศ. 2004 จากรายการ Power of Yoga ที่สวนสามพราน สำหรับแขกพิเศษ 400 คน และที่โรงพยาบาลกรุงเทพฯ สุขุมวิท สำหรับ VIP 200 คน

โอม ชานติ

© 2020 Brahma Kumaris Thailand. All rights reserved.