Feeding the Soul 
 ให้การหล่อเลี้ยงจิตวิญญาณ  


ใช้เวลาสวดมนต์
อธิษฐานในความสงบ
หรือ ฝึกจิตทำสมาธิ
เพื่อความเข้มแข็งภายใน
ให้เกิดปัญญาที่จะจัดการกับชีวิต
ในทางบวกและสงบมากขึ้น

การรู้จักตนเอง ว่าเป็นดวงวิญญาณคือการหล่อเลี้ยงชีวิตด้วยหัวใจ เพราะดวงวิญญาณประกอบไปด้วย จิตใจ สติปัญญา และหัวใจ เมื่อจับชีพจรของตนเองได้ เราย่อมสามารถควบคุมการเต้นของหัวใจ ดังนั้นการเยียวยาหัวใจ จึงเป็นเรื่องของชีวิตที่ต้องหล่อเลี้ยง ให้ชีพจรเต้นเป็นปกติ กับทุกสถานการณ์ กับทุกคน การรู้จักตนเองจึงเป็นการเริ่มต้น ที่จะเข้าใจคำว่าเยียวยาที่มาจากคำว่า Meditation ด้วยการจดจ่อ อยู่กับประเด็นของสัจจะที่จริงแท้และคงอยู่ตลอดไป

เมื่อฉันเองสามารถรับฟังเสียงของความเป็นนิรันดร์จากภายใน ซึ่งเกินกว่าจะรู้ได้ว่ามาจากที่ใด แสนจะ..กว้างใหญ่ไพศาล เช่นการนั่งอยู่เพียงลำพังริมทะเล ก็เป็นการง่ายที่จะรู้สึกและเข้าไปสู่พลังงานของคลื่นและลมที่เวิ้งว้างกว้างไกล เพื่อเข้าไปสู่มิติที่เหนือขีดจำกัดของเวลาและสถานที่ได้

เมื่อเราไตร่ตรองความงามของการซ้อนเรียงตัวของกลีบและรูปทรงของดอกไม้ เราก็เห็นความอัศจรรย์ของสิ่งสร้างที่จุดประกายชีวิตขึ้นมา

เมื่อเราเฝ้ามองดูดวงดาวในเวลาค่ำคืนที่มืดสนิท เราก็ถูกดึงเข้าไปหาสภาพที่ปราศจากร่าง อยู่เหนือแรงโน้มถ่วงทั้งหลายในระบบจักรวาลที่กว้างใหญ่ไพศาล นี่คือพลังของกระจกในธรรมชาติที่น่าตะลึงงัน ที่สะท้อนเอกลักษณ์ที่เป็นนิรันดร์ของตนเอง ดังนั้นการเข้าใจ การมีประสบการณ์ของเอกลักษณ์คือความลับของความสามรถที่จะฝึกฝนจิตใจด้วยความตั้งใจ และเข้าใจ ว่าเรากำลังเยียวยาหรือป้อนอาหารแก่จิตวิญญาณที่แท้จริง

อะไรหรือที่ผิดไป?
เราใช้ความเพียรพยายามอย่างมากที่จะควบคุมความคิด ไม่ว่าเราจะมีปรัชญาชีวิตเช่นไร ยิ่งเราหมดแรงอ่อนล้าในแต่ละวันเราก็ยิ่งเสียหลักในการกระทำ มีแนวโน้มที่ความคิดจะตอบโต้กับสิ่งที่เกิดขึ้นจากภายนอก เกินกว่าที่จะควบคุมทิศทางของชีวิตได้ และเมื่อสิ่งต่างๆไม่บังเกิดผล ตามที่ปรารถนา มนุษย์ก็มีแนวโน้มที่จะกล่าวโทษผู้อื่นและสถานการณ์ต่างๆ สร้างความเจ็บปวด โดยการตอกย้ำกับตนเองว่า ฉันไม่มีค่า ไม่มีประโยชน์ ปัญหาที่ต้องพิจารณาตามมา คือการละทิ้งความรับผิดชอบ ไม่มีทางออกของปัญหาที่เป็นการสร้างสรรค์ใดๆ

เมื่อมีการใช้ชีวิตอย่างผิวเผินโดยไม่เข้าใจที่จะหาทางจัดการกับสิ่งที่เกิดขึ้นภายใน ความยากลำบากทั้งหลายจึงเกิดขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เรามักหาทางเบี่ยงเบนไปอีกด้านหนึ่ง ด้วยการ ดื่ม กิน หลับนอน เพลิดเพลินกับการใช้ประสาทสัมผัส เปลี่ยนงาน ซื้อรถใหม่ บ้านใหม่ แม้กระทั่งมีลูก นี่คือส่วนหนึ่งของชีวิตที่ลื่นไหลไปบนลานสเก็ตกับความว่างเปล่าภายในที่มากขึ้น เกิดความรู้สึกว่าต้องมีบางสิ่งที่สำคัญมากกว่านี้ในชีวิตของเรา จากความผิดหวังในความสัมพันธ์ ขาดความลุ่มลึกที่จะผนึกในความรู้สึก เริ่มถูกดึงและคิดถึงสิ่งที่ขาดในคุณค่าที่ยึดอยู่ ง่ายมากที่จะติดในเอกลักษณ์ภายนอก ไม่ว่าชื่อเสียง รูปร่างหน้าตา ครอบครัว โรงเรียน ชีวิตแต่งงาน งานที่ทำ หรือสิ่งที่เป็นเจ้าของ ขณะที่เราลืมเอกลักษณ์ที่แท้จริงของตนเอง แม้ทางกายภาพนั้นเราต้องมีร่าง แต่จิตวิญญาณที่มีชีวิตกำลังเดินทางอยู่ ไม่มีวันสิ้นสุด ด้วยสำนึกของการเป็นดวงวิญญาณ เรามีประสบการณ์ผ่านร่างกายและสถานการณ์รอบตัวเรา เราสามารถเข้าไปหาสมบัติที่มีค่าทางจิตได้ นั่นคือความสงบ ความรัก ความสุขสันต์ ที่เราตัดสิทธิ์ตนเองออกไป เราจึงต้องให้ ความสนใจในการฝึกฝนจิตใจมากขึ้น ยิ่งเราติดอยู่ในสำนึกที่เป็นวัตถุภายนอกมากเท่าไร เราก็จะสูญเสีย การเชื่อมโยงกับตัวตนภายใน ทำให้ขาดมิติทางจิตมากเท่านั้น ขาดอิสรภาพ และมองหาความสุขกับประสาทสัมผัส ชั่วครู่ชั่วคราว ชีวิตขาดความอิ่มเต็ม มีเพียงสิ่งที่รับรู้ เข้าใจและเกี่ยวโยงกับข้อมูลที่รับจากประสาทสัมผัสเท่านั้น

ยิ่งเราติดยึดในเอกลักษณ์ภายนอก ว่าเป็นปัจจัยสำคัญในชีวิต เราก็ยิ่งเหมือนตัวประกัน ที่ประกันโชคของตนเองไว้ หากความเคารพตนเองขึ้นอยู่กับรูปร่างลักษณะภายนอก เราจะรู้สึกอย่างไร เมื่อความงามหรือแม้กระทั่งส่วนใดของร่างกายขาดหายไปหรือต้องพิกลพิการทันทีจากอุบัติเหตุ เราจะสูญเสียทุกอย่าง ในภาวะที่เรียกว่าวิกฤติทางเอกลักษณ์ และหากงานดี เงินเดือนดี ตำแหน่งดี คือทุกสิ่งในชีวิต แต่กลับไม่เป็นที่ยอมรับของใคร การที่ไม่ได้รับการยอมรับอย่างเช่นที่เราคิด เราจะรู้สึกเหมือนคนที่ตายไปแล้ว ความทุกข์ระทมเกิดขึ้นมากมายถึงขั้นทำให้คนผู้นั้นสูญเสียความต้องการที่จะมีชีวิตอยู่

สิ่งนี้เกิดขึ้นในชีวิตแต่งงานด้วยเช่นกัน เมื่อต้องสูญเสียคู่ชีวิตที่ได้ทุ่มเทมาตลอด หรือเอกลักษณ์ของเราขึ้นอยู่กับตัวเลขในบัญชีธนาคาร การถือหุ้นหรือธุรกิจ ทันทีที่ล้มละลาย เราจะทำอย่างไร ทั้งหมดนี้คือมุมมองของชีวิตที่ผิดพลาด เหมือนคนเสียสติ ที่ไม่สามารถพอใจกับอะไรได้เลย แม้จะมีความสำเร็จในการรักษาเอกลักษณ์ผิดๆของตนเองไว้ แต่ก็อยู่กับปมเด่นปมด้อย ที่ไม่มีความมั่นคงในตนเอง

เท่ากับว่าเราตกเป็นทาส ของความสำเร็จภายนอกที่ทำให้ยอมเสียศักดิ์ศรีเพื่อแลกกับสิ่งที่ต้องการ การรู้เท่าไม่ถึงการณ์ของความเป็นทาสเช่นนี้ผลักดันให้เรามีความต้องการมากขึ้นเพื่อสร้างภาพลักษณ์ที่เรายึดมั่นอยู่

การฝึกจิตหรือ Meditation คืออะไร?
การฝึกจิตคือการเห็นตนเองว่าเป็นใครได้จริงๆ แล้วเริ่มมีประสบการณ์อีกครั้งของคุณสมบัติภายใน คือ ความสงบ ความรัก ความสุข นี่คือการฟื้นฟูความสามารถที่จะใช้ชีวิตที่จริงแท้ของตนเอง ด้วยมุมมองที่กว้างไกลมากขึ้น

การฝึกจิต ทำให้เกิดความสัมพันธ์ที่ดีขึ้น เพราะมีสิ่งกีดขวางและอุปสรรคมากมายจากการรู้ว่าตนเองเป็นใคร ในระดับเปลือกนอก ความสัมพันธ์ย่อมผิวเผิน เมื่อความเคารพตนเอง ไม่ได้หยั่งรากลึก เปราะบาง แตกหัก เสียหายง่าย เราจึงจมอยู่กับความอ่อนแอของผู้อื่น หรืออยู่กับความจริงบางอย่างรวมทั้งอยู่กับจินตนาการต่างๆ ที่หลอกลวงตนเองและทำให้มนุษย์มีความสัมพันธ์กันโดยไม่สามารถยอมรับและรู้ค่าตนเองและผู้อื่นอย่างแท้จริง

การฝึกจิต คือการเข้าสู่ความลึกล้ำของตัวตนภายใน พบความงาม พละกำลังเพื่อเชื่อมโยงกับคุณสมบัติเดียวกันในผู้อื่นโดยอัตโนมัติ เราพบว่าทุกดวงวิญญาณมีธรรมชาติดั้งเดิมที่เป็นแม่แบบให้แก่มนุษย์ทั้งหลาย

การฝึกจิต คือการเอาชนะนิสัย
สรุปจากชั้นเรียนวันที่ 13 กันยายน หัวข้อ ค้นหาอิสรภาพ (คัดลอกจากบทความของ ซิสเตอร์ แอนเทีย)
นิสัยเหมือนกับแมว มักจะเดินไปๆ มาๆ รอบๆ บ้าน บางครั้งเราไม่ได้สังเกตว่ามีแมวอยู่ใกล้ๆ จนกระทั่ง แมวกระโดดขึ้นมานั่งบนตักของเรา ถ้าเป็นนิสัยดีก็คงเหมือนกับแมวครางเบาๆ ทำให้เรารู้สึกสบายใจ แต่ถ้าเป็น นิสัยไม่ดีก็คงเหมือนถูกแมวข่วนทำให้เรารู้สึกรำคาญใจ

คนมีนิสัยดีจะรู้สึกสบายใจอยู่เสมอ คนที่มีนิสัยไม่ดีจะรู้สึกขุ่นใจเป็นประจำ คนที่มีนิสัยดีจะแก้ปัญหาด้วยความสงบ คนที่มีนิสัยไม่ดีจะชี้นิ้วไปที่คนอื่นและทำเสียงดัง
(คลิกอ่านต่อ)


ความรักของพระเจ้า ช่วยเราเป็นอิสระจากนิสัยเสียได้อย่างไร? (คลิกอ่านต่อ)


พี่ๆน้องๆ สรุปวิธีการหล่อเลี้ยงดวงวิญญาณด้วยการฝึกจิตทั้งแบบทั่วไปและแบบราชาโยคะ
ปุ๋ย
การฝึกจิตแบบราชาโยคะนั้นเรียบง่าย ไม่ต้องมีมนตรา การพร่ำสวด การทำท่าทางพิเศษใดๆ หรืออาศัยฉากของความงามภายนอก แต่มีเป้าหมายที่สูงส่ง คือ การกลับมามีอำนาจในการปกครองตนเอง เป็นนายของจิตใจและประสาทสัมผัส ซึ่งทำให้เรามีธรรมชาติที่สูงศักดิ์ สามารถนำพละกำลังและความงามเข้าไปสู่ความสัมพันธ์และพฤติกรรมของเราได้ ความสูงศักดิ์จะปรากฏเมื่อเราฟื้นสภาพสำนึกรู้ของตัวตนภายใน อันเป็นสาระของชีวิต และฟื้นฟูความสัมพันธ์กับพระเจ้าขึ้นมาอีกครั้ง ดังนั้นเราจึงสามารถฝึกฝนราชาโยคะได้แม้ในขณะที่ใช้ชีวิตประจำวันและเติมเต็มความรับผิดชอบต่อทุกคน ทุกสิ่ง (แปลจากหนังสือ God's Healing Power)

เมฆ
แบ่งปันประสบการณ์ในการฝึกจิตจากการเป็นนักเรียนที่กำลังศึกษาความรู้ของพระเจ้า โดยนำความรู้ที่ได้มาฝึกฝนและปฏิบัติเป็นประจำ ดังนี้
  1. กำหนดเป้าหมายว่า"ฉันจะคงอยู่ในความสงบ และความสุขอย่างสม่ำเสมอ "
  2. ทำตามข้อกำหนดสูงสุด โดยเฉพาะ 16 พื้นฐานของการอยู่อย่างมีความสุข (คลิกอ่านต่อ)
ชิ้ง
หนทางในการฝึกจิตนั้น ไม่ได้มีไว้ให้เราตัดขาดจากใครเหมือนที่บางคนเชื่อกัน การปลดปล่อยตนเองจากอิทธิพลที่เป็นลบ จะเพิ่มความสามารถในการรับใช้และให้ความร่วมมือกับผู้อื่น เมื่อเราสามารถดึงความรักและปัญญาจากพระเจ้ามาได้ เราจะเปิดรับความเข้าใจใหม่และมีมุมมองที่พร้อมรับผิดชอบต่อความรู้สึก อารมณ์ และอนาคตของตนเอง

พี่แดง
การฝึกจิตแบบราชาโยคะ เราต้องการความสงบสำหรับจิตใจ ให้อิสระสำหรับตนเอง เป็นการทำสมาธิได้ตลอดเวลาได้ทุกที่ จะเป็นที่ทำงาน สถานที่พักผ่อน เล่นกีฬา เราสามารถเพิ่มพละกำลังภายในของเรา ทำให้วันของเรามีพลัง ได้รับประสบการณ์ของความสงบของจิตใจ เพื่ออยู่ในความสอดคล้องกลมกลืนกับทุกคน กับธรรมชาติวัตถุธาตุทั้งหลาย เราสามารถฝึกเองด้วยตนเองโดยลำพัง ไม่ต้องเข้ากลุ่มหรือต้องเข้าหลักสูตรราคาแพงๆ

ตู่
Meditation คือ การเยียวยา เป็นการหล่อเลี้ยงดวงวิญญาณ ให้กลับเข้าสู่ภาวะสมดุลย์ ซึ่งอาจเกิดได้จากการฝึกจิต แบบเชื่อมโยงกับธรรมชาติ กลับเข้าสู่ความสงบร่มเย็น ละวางจากความเครียด ความวิตกกังวล ความหวาดกลัว และกลมกลืนไปกับสายน้ำ แมกไม้ ลำธารและภูเขา แต่การฝึกจิตราชาโยคะ ช่วยหล่อเลี้ยงดวงวิญญาณจากภายในด้วยพลังโยคะ ที่สามารถเปลี่ยนความเป็นลบ และให้เป็นบวก พระเจ้าจะให้พละกำลังแก่ดวงวิญญาณให้มีความสูงส่งอย่างเป็นธรรมชาติของความสงบ ความรัก ความสุข ความบริสุทธิ์ และ สัจจะ

อุ๋ย (PTT)
Meditation คือ อาหารหล่อเลี้ยงร่างกายและวิญญาณ ที่เป็นสิ่งจำเป็นของแต่ละคน การเดินทางของชีวิตมีเรื่องที่ท้าทาย มีอุปสรรคที่ต้องสอบผ่านให้ได้ หนทางการฝึกฝนจิตต้องเข้าใจอย่างชัดเจน เพราะการเดินทางที่เหมือนกัน แต่ประสบการณ์ที่ได้รับจะแตกต่างกัน

พี่ Mary
สำนักฉันคือดวงวิญญาณนั่งอยู่ในเรือที่มีบาบาหรือพ่อสูงสุดเป็นนายท้ายเรือ พาเราไป ทั้งโลกให้ความสำคัญต่อการให้ทาน ให้ความเมตตาให้เพชรพลอยที่ไม่สูญสลายของความรู้แก่ผู้คน เราจะได้รับการยกย่องอย่างยิ่ง...จากการให้ความช่วยเหลือผู้กำลังจะจมน้ำ เพียงลูกทางจิตเท่านั้นที่เข้าใจสิ่งนี้ ...เพียงพ่อเท่านั้น ที่จะเปลี่ยนมนุษย์ให้เป็นเทพ พ่อมีหลายบทบาท พ่อเป็นนายของสวนดอกไม้ สร้างดอกไม้ ราวัน/มายา สร้างหนามของอุปสรรคมากมายใหญ่หลวง เมื่อลูกพยายามจะทำสมาธิ ลูกจดจำเมล็ด และจดจำสวนดอกไม้เช่นกัน ทั้งหมดคือการทำสมาธิ ..

2 ก.ย. 61 ณ มูลนิธิฯ นนทบุรี
'นิมิตกลายเป็นชีวิตจริง' เมื่อมีการฉลองเทศกาลต่างๆ ซึ่งเป็นอนุสรณ์ของอดีต ด้วยนัยสำคัญทางจิตวิญญาณ ครอบครัวทางจิตได้รับของขวัญจากคุณสมบัติของเทพ ผู้มีศิลปะการใช้ชีวิต 16 องศาสมบูรณ์ในโอกาสครบรอบวันเกิดของเจ้าชายกฤษณะแห่งสวรรค์ ในโลกใหม่ที่มั่งคั่ง อุดมสมบูรณ์ทั้งภายในและภายนอก เรียกกันว่าสัตยุค ยุคแห่งสัจจะ หรือยุคทองที่เหล่าเทพอาศัยอยู่ในดินแดนแห่งความสุข เหนือประสาทสัมผัส ซึ่งเป็นผลรางวัลของความเพียรพยายาม ของมนุษย์ที่จะขจัดกิเลสในยุคเพชร ที่เชื่อมต่อระหว่างยุคเหล็กและยุคทอง
สมาชิกครอบครัวใหม่ตัด cake วันเกิดเจ้าชายกฤษณะ เพื่อแบ่งปันคุณค่าชีวิตสำหรับโลกใหม่

9 ก.ย. 61 ณ มูลนิธิฯ นนทบุรี
เราได้จัดทีมงาน 7 กลุ่ม เพื่อช่วยกันสร้างประสบการณ์ความสงบภายใน(Inner Peace) ให้พี่น้องร่วมกันฉลองวันสันติภาพโลก ตลอดทั้งเดือน เป็นการตรวจสอบรากฐานของโครงการเยียวยาโลกด้วยความเงียบสงบอีกครั้ง

เริ่มด้วยกิจกรรมกลุ่ม ความสงบภายใน คือ การสร้างสรรค์อย่างมีสติ โดยให้ทุกคนสนุกและสร้างสรรค์ประสบการณ์ของการเขียนเรื่องราวที่น่าสนใจของตนเอง ด้วยการใช้ 10 คำจากมุร์ลี ดังนี้
เป้าหมาย, ไว้วางใจ, สีแดง, ความกลัว, พันธะ, การเปลี่ยนแปลง, น้ำ, วัฒนธรรม, นารายัน, เสร็จสิ้นสมบูรณ์
หัวข้อเดียวกัน "ละครทั้งหมดนี้ทำให้เราร่ายรำได้ 84 ชาติเกิด (This whole drama make us dance through 84 births)" มีตัวแทนกลุ่มมาเล่าเรื่องที่เขียนไว้ 250-300 คำ ด้วยความสนุกสนาน สร้างสรรค์ต่างๆ กันไป

พี่ชัยของเราเล่าว่า...
"เด็กน้อยคนหนึ่งมีความฝันถึงโลกที่สวยงามในจิตใจของเขา เขาเฝ้ารอว่าวันนั้นจะมาถึง เขาจึงต้องทำอะไรสักอย่าง เขานึกขึ้นมาได้ เขาจะต้องเดินทางไปตามหาความฝันของเขา แม้เป้าหมายจะยาวไกล แต่เขาก็ไว้วางใจว่าจะต้องถึงจุดหมายให้ได้ แม้ว่าจะข้ามน้ำข้ามภูเขาเขาก็จะเดินทางไป วันหนึ่งเขาหลับไป เขาฝันว่าเขาได้เดินทางผ่านดินแดนสีแดงทอง แล้วออกไปพบอารยะธรรมใหม่ที่มีแต่ธรรมชาติที่งดงาม ผู้คนที่นั่นมีวัฒนธรรมในการให้และรับความสุข เขาเรียกตนเองว่านารายัน (คลิกอ่านต่อ)


ต่อมาคือ กิจกรรมกลุ่ม ความสงบภายใน คือ สมาธิที่ยั่งยืน ใช้การแสดงละคร เป็นสื่อให้เห็นภาพว่า กิเลสไม่สามารถเขย่าผู้ที่ตั้งมั่นในสมาธิกับสิ่งสูงสุดได้
จิตใจของเรามักจะถูกดึงดูดความสนใจไปสู่สิ่งเร้าภายนอกหรือกิเลสภายในจิตใจของเราเองทำให้เราไม่สามารถคงรักษาสมาธิที่ยั่งยืนไว้ได้

การแสดง:
ขณะที่มีสมาธิที่มั่นคงเป็นสภาพของการมีแสงแห่งปัญญาที่รู้แจ้ง สว่างไสวอย่างสม่ำเสมอ
แม้ว่าจะถูกกระตุ้นจากกิเลสมายาหรือความหลอกลวง ยังคงไว้ซึ่งแสงแห่งปัญญานี้อย่างสม่ำเสมอที่ไม่ไปรบรากับภายนอก
เมื่อใดที่จิตใจหลงไปสู่กิเลสออกไปต่อสู้รบรากับสิ่งที่เกิดขึ้นภายนอก แสงแห่งปัญญาจะดับลงและเข้าสู่ความมืดมิด กิเลสต่างๆได้ดับตะเกียงของการรู้แจ้ง (คลิกอ่านต่อ)


15 ก.ย. 61 ณ ศูนย์นนท์(เช้า) และ ณ บ้านริมทะเลสาบ(เย็น)
ช่วงเช้า พี่ป้อมนำเสนอ กำเนิดของพันดาวาสทั้ง 5 ผู้เป็นตัวแสดงเอกในมหาภารตะยุทธ ที่สะท้อนชีวิตจริงของผู้เพียรพยายามทางจิตวิญญาณ ในการเอาชนะความผูกพันยึดมั่นในที่สุด

ช่วงเย็น พี่ป้อม เปิดรายการด้วยภาพผลงานศิลปะของพี่น้องบราห์มิน คือต้นกัลปะที่ให้สาระของแต่ละศาสนา นำความเป็นหนึ่งเดียวกันกลับคืนมาสู่อารยธรรมของมนุษยชาติ
ต้นไม้ เวลาและความเป็นหนึ่งเดียว
ต้นไม้ แปรเปลี่ยนไปตามกาลเวลา กำเนิดจากเมล็ดที่หยั่งรากลงสู่ผืนดิน งอกงามเป็นต้น แตกกิ่งก้านออกไป ผลิดอกออกใบ ให้ผลไม้ไปตามฤดูกาล

แรกเริ่มจนสิ้นสุดแล้วเริ่มต้นใหม่อีกครั้ง จากความงดงาม แล้วก็ผุพังไปตามเวลา เริ่มต้น สิ้นสุด แล้ววนซ้ำเป็นวงจร เหมือนวัฏจักรแห่งเวลาอันไม่รู้จบ

หากเปรียบมวลมนุษย์เป็นดั่งต้นไม้ เราทั้งหลายก็เริ่มต้นที่ความงดงามของความเป็นหนึ่งเดียว เหมือนกับลำต้นที่ตั้งตรง จนเมื่อเวลาผันผ่านไป ภาษา วัฒนธรรม ความเชื่อ วิถีอันหลากหลาย ก็ก่อกำเนิด เกิดการแตกกิ่งก้านสาขากันออกไป

สภาพอันเคยเป็นหนึ่งเดียว ดูคล้ายกับกลายเป็นความแตกแยก กระจัดกระจาย แต่แท้ที่จริงก็เป็นไปเพื่อการหล่อเลี้ยงและเติบโตไปตามวิถีของตน

สัจจะหรือความจริงอันไม่เคยแปรเปลี่ยน นั่นก็คือ กิ่งก้านทั้งหลายของต้นไม้ ล้วนแล้วแต่ก่อกำเนิดหรือแตกออกไป จากลำต้นเดียวกัน ลำต้นเองก็ถือกำเนิดจากเมล็ด เมล็ดเดียว

หากเราทั้งหลายจะตระหนักว่าความแตกต่างอันหลากหลายนั้น แท้จริงแล้วก็มิใช่ความแตกแยก แต่ยังมีความเชื่อมโยง มีความสัมพันธ์กัน

เมื่อเราทั้งหมดได้กลับมารู้ค่าของสายใยอันยึดโยงนี้ นั่นก็จะช่วยให้เราได้เข้าใจกัน ยอมรับกันและกัน และอยู่ร่วมกันได้อีกครั้ง ในความเป็นครอบครัว เป็นพี่น้อง และกลับมาเป็นหนึ่งเดียวกัน…ได้อีกครั้ง
ช่วงสุดท้าย เมื่อความมืดย่างกรายเข้ามา พี่หล้าเน้นสำคัญของเครื่องหมายสวัสดิกะ ที่กำเนิดคำทักทายภาษาไทย 'สวัสดี' ในกิจกรรมกลุ่ม ความสงบภายใน คือ การตัดสินที่ถูกต้อง เราได้ทำสมาธิกับเครื่องหมาย สวัสดิกะ และสาระของแต่ละยุคสมัย ตามวงจรละครโลกที่มีผลต่อการตัดสินใจใช้ชีวิต ซึ่งซ้ำรอยในประวัติศาสตร์-ภูมิศาสตร์ของโลก
ขอขอบคุณสำหรับความร่วมมือของทุกท่าน ในการสร้างความเป็นสิริมงคลด้วยพลังสมาธิอย่างแท้จริง
ในความนิ่ง-เงียบสงบ พร้อมทั้งการตัดต่อเสียงและภาพแสงสวัสดิกะ ให้วงจรนี้หมุนเวียนเปลี่ยนไปเป็นอมตะ
น้องวรินทร์ธร แบ่งปันประสบการณ์ (คลิกอ่าน)

16 ก.ย. 61 ณ มูลนิธิฯ นนทบุรี
แม่ปุ้ม บอกบทสร้างประสบการณ์ ความสงบภายใน คือ พลังส่วนตัว (คลิกเพื่อเปิดอ่าน)
เป็นวันตัดเค้กสำหรับเจ้าของวันเกิดทั้งทางร่างและทางจิตในเดือนกันยายน

แม่ปุ๋ยแบ่งปันประสบการณ์ ความเงียบสงบคือเป้าหมายที่แท้จริง
ทุกวันนี้คนเราทำอะไรโดยมีเป้าหมายเป็นตัวกำหนดชีวิต กำหนดทิศทางของการเคลื่อนไปในทุกระยะ ยิ่งถ้าเราสามารถมองเห็นการบรรลุผลที่ชัดเจนมากเท่าไร การกระทำของเราก็จะนำไปสู่ความสำเร็จได้มากตามนั้น เพราะการมองเห็นจะปลุกเรียกคำมั่นสัญญา พลังความมุ่งมั่น ความเพียรพยายาม และความอดทน-อดกลั้น หากเราลองพิจารณาประวัติของผู้ที่ประสบความสำเร็จทุกคน เราจะพบว่ามาจากการมีวิสัยทัศน์ที่ชัดเจน แต่สิ่งน่าสนใจกว่านั้นคือ "ทุกคนล้วนเลือกเดินตามเสียงจากภายในทั้งสิ้น"...ความสงบนี่เองที่สร้างการเชื่อมโยงกับตัวตนภายในอย่างลึกล้ำ ดังนั้นกิจกรรมที่นำเสนอในครั้งนี้ คือ การให้ทุกคนนำความรู้ทางจิตวิญญาณมาไตร่ตรองจนเห็นภาพชัดเจนถึงสิ่งที่ตนเองอยากจะเป็นหรือมีเป้าหมายที่ต้องการบรรลุผล (ตอกย้ำโครงการเก่าของเราที่ชื่อว่า Seeing into Being การเห็นสู่การเป็น)

21 ก.ย. 61 ณ มูลนิธิฯ นนทบุรี
วันสันติภาพสากล เป็นวันที่ระลึกที่เราร่วมสร้างกระแสของความสงบจากภายในอย่างแท้จริง ผู้ร่วมรายการไม่ประสงค์แม้แต่จะขยับตัว ถ่ายรูปเก็บภาพใดๆ ประสบการณ์ดังกล่าวได้ฝังลึกในความทรงจำเพื่อรำลึกถึงให้คุณประโยชน์ในเวลาวิกฤต

23 ก.ย. 61 ณ มูลนิธิฯ นนทบุรี
กิจกรรมกลุ่ม ความสงบภายใน คือ ความเยือกเย็นที่ไม่สั่นคลอน
น้องชิงเป่าเริ่มกิจกรรมด้วยภาพยนตร์การ์ตูน Frozen ให้สาระของความเยือกเย็น (คลิกฟังเสียง)
ตามด้วยพี่อุ๋ย(PTT) สรุปการทำงานภายในดวงวิญญาณที่สร้างความสอดคล้องกลมกลืน สุดท้ายเราฝึกอยู่อย่างมั่นคงภายใน ขณะที่คงรักษาแสงสว่างไม่ให้ดับ(แสงเทียนในมือ)

พี่น้องกลุ่มแรกร่ำลาเพื่อเดินทางไปมธุบัน
พี่เปี๊ยกพูดถึงความพยายามจากภายใน (คลิกอ่าน)



สุภาพบุรุษ 3 ท่าน
นำเสนอกิจกรรม
30 ก.ย. 61 ณ มูลนิธิฯ นนทบุรี
กิจกรรมกลุ่ม ความสงบภายใน คือ การสื่อสารที่มีประสิทธิภาพ
พี่อุดมแบ่งปันข้อคิด
กิจกรรมกลุ่มที่นำเสนอผ่านเกมส์ที่ใช้หัวโขนหรือหน้ากากสถานะตำแหน่งยศฐาบรรดาศักดิ์ที่แต่ละคนถือครองอยู่นั้นเป็นอุปสรรคหนึ่ง..เป้าหมายกิจกรรมต้องฝึกฝนการถอดหน้ากาก..บรรยากาศสนุกสนานแต่แฝงไปด้วยกลยุทธ์ที่จะทำให้ผู้เรียนรู้มีประสบการณ์กระชากหน้ากากเพื่อผ่านด่านอุปสรรคนี้ไปสู่ความสงบได้อีกหนึ่งหนทาง..ภายหลังกิจกรรมนักแสดงต่างยอมรับว่าหน้ากากหัวโขนที่ทุกๆคนบนโลกนี้สวมอยู่แต่มองไม่เห็นนั้นเสมือนบาดแผลที่ยังไม่ได้รับการรักษาจะมีการระมัดระวังบริเวณนั้นตลอดเวลากลัวได้รับการกระทบกระเทือนไม่ให้ตนเจ็บปวดแต่ไม่ระวังคู่สนทนาตนจะเจ็บปวด..จึงปกป้องสถานะสังคมของตนที่กำลังถือครองอยู่อย่างสุดจิตสุดใจ การสื่อสารระหว่างกันจึงเต็มไปด้วยความรวดร้าว และความไม่ปราถนาดีแฝงตัวอยู่ตลอดเวลา ...กิจกรรมตามมาคือการเยียวยาบาดแผล การฝึกละวางสถานะสังคมของแต่ละคน เป็นสภาวะไร้หน้ากากและเปิดใจกว้างรับทุกคนว่าเป็นดวงวิญญาณสงบเช่นกัน..เกิดการสื่อสารที่ได้สาระประโยชน์อย่างเป็นธรรมชาติเดิมอย่างแท้จริง..
(คลิกอ่าน)


ข้อความจาก 10 หนทางของการเปลี่ยนแปลงโลก ได้จัดพิมพ์ไว้ในบัตรพรด้วยภาษาต่างๆ เพื่อเป็นแนวทางในการนำไปปฏิบัติได้ง่าย หวังว่าท่านจะสามารถสะสมบัตรพรทั้ง 10 หนทางจากรายการของแต่ละเดือน (มีนาคม-ธันวาคม 2561)


โอมชานติ

© 2018 Brahma Kumaris Thailand. All rights reserved.