เมื่อมรสุมชีวิตถาโถมเข้ามาอย่างต่อเนื่อง วิญญาณได้อ่อนแรงลง สิ่งเดียวที่ทำให้มั่นคง คือศรัทธาที่เปรียบเช่นของขวัญของการค้ำจุนเดียวเท่านั้น ขณะที่อยู่ท่ามกลางพายุ ศรัทธาไม่ได้ขึ้นอยู่กับเหตุและผลของสติปัญญา หากแต่เป็นเพียงความเชื่อในตนเอง และความแข็งแกร่งที่อยู่ภายใน
ศรัทธาคือเมล็ดพันธุ์ของความมหัศจรรย์
ศรัทธาคือพื้นฐานของการทำสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ให้เป็นไปได้
ประเภทของศรัทธา
  1. ภาวนา Bhavna คือศรัทธาที่เกี่ยวข้องกับความรู้สึกในจิตใจ ด้วยรักและภักดี ซึ่งมักกลายเป็นศรัทธาที่งมงาย หรือการกราบไหว้บูชาของผู้ที่ขาดความเข้าใจในปัญญา
  2. นิชเช Nischay คือศรัทธาที่เกี่ยวข้องกับความเข้าใจในปัญญา ด้วยความรู้ จนเกิดการตระหนักรู้ และนำไปสู่ประสบการณ์จากการทดลองที่ทำให้เพิ่มศรัทธามากยิ่งขึ้น
พี่หล้าแบ่งปันประสบการณ์
กระบวนการสร้างศรัทธาในตนเองนั้น ใช้วิธีการที่ถูกต้อง ใน 3 รูป ทั้ง 3 ทาง คำพูด การกระทำ ควรสอดคล้องกับจิตใจ เราจะต้องเรียนรู้ตลอดไป ตลอดเวลา จนกระทั่งเรามีพลัง มีความรู้ และมีความรักได้อย่างแท้จริง เราต้องศรัทธาในการเปลี่ยนแปลงและไว้วางใจในกระบวนการที่จะบรรลุถึงเป้าหมายนั้น เราจะเห็นวิธีการที่ลึกล้ำมากขึ้นหากเรามีผู้อื่นเป็นครู เป็นตัวอย่างว่าของการคิด การทำและการให้ประโยชน์ในทางปฏิบัติ

ศรัทธามาจากความเข้าใจ การหยั่งรู้ แล้วเกิดประสบการณ์ สำหรับพี่เองมีประสบการณ์กับคารันคาราวันฮาร์ ซึ่งถือว่ายิ่งใหญ่ที่สุดแล้วในชีวิต ที่บาบามาวางรากฐานของแผ่นดินนี้ ด้วยการดำเนินการ บันดาลให้ทุกอย่างเกิดขึ้น และให้ความรู้สึกว่าเราเป็นเพียงเครื่องมือ พี่จึงไม่ได้รู้สึกหลงหรูว่าเราเป็นผู้มีความสามารถในการสร้างผลงาน ที่ผู้คนยกย่อง เพราะ รู้-เข้าใจว่า ใครอยู่เบื้องหลังความสำเร็จที่ทำให้ประชาชนได้รับคุณประโยชน์จากประสบการณ์ของความสงบภายในร่วมกับชาวโลกในวัน-เวลานั้น ซึ่งเป็นวันสันติภาพสากลที่บราห์มา กุมารีรณรงค์โครงการ เรียกร้องล้านนาทีแห่งสันติ ทั่วโลกพร้อมเพรียงกันในปี ค.ศ.1986

ขอตรวจสอบศรัทธา ว่า
  • เราซาบซึ้งทางจิตไหม
  • เราไร้กังวลจริงหรือไม่
  • เราพอใจไหม ในระดับไหน
  • เรารู้สึกเคารพตนเองและเชื่อมั่นในตนเองมากเท่าไหร่
  • เราละวางด้วยความรักได้หรือไม่ หรือละวางเพราะเราเบื่อ
  • เราสามารถถ่อมตนและสร้างสรรค์ในเวลาเดียวกันไหม
  • เราใจกว้าง และสำเร็จได้โดยไม่ยากลำบากหรือไม่
  • เราไม่มีความอยากที่เห็นแก่ตัว ด้วยการอุทิศตนให้บาบา มีความเชื่อฟังและ รู้สึกว่าเป็นเครื่องมืออยู่เสมอ
  • เราไม่สงสัยในโชคของชีวิตนี้หรือมีอะไรที่เกี่ยวกับตนเอง โชคนั้นรับประกันแล้ว ทั้งในด้านจิตใจและสติปัญญา
  • เรามีศรัทธาที่จะหล่อเลี้ยงตนเอง ให้ไว้วางใจในทุกสิ่งที่เกิด ทั้งเชื่อมั่นอย่างไม่มีเงื่อนไข ไม่มีอะไรต้องสงสัยเลย นั่นคือความสวามิภักดิ์อย่างแท้จริง
ความสำเร็จของพี่นั้นขึ้นอยู่กับการที่วางใจในละคร ไม่มีการคาดหวังใคร ทุกอย่างเป็นไปอย่างดี ไม่สงสัยในบาบา ไม่สงสัยในครอบครัวทางจิต รักทุกคน เคารพทุกคน ชัยชนะคือสภาพจิตที่คงเส้นคงวาสม่ำเสมอ ไม่ได้ขึ้นกับสถานการณ์ ไม่ถูกหลอกลวงให้จมอยู่กับ "ความทุกข์" เราสามารถปรับเปลี่ยนได้ ด้วยสำนึกที่สูงส่ง ด้วยพรและมูร์ลีที่เราได้รับจากบาบาโดยตรง

ศรัทธาของ อาม่า พี่กัญญา (น้องใหม่)
ดาดี้แจงกี ให้ข้อคิด...
ศรัทธานั้นมาจากความไว้วางใจ ไว้วางใจอะไร? เป็นการยากมากสำหรับผู้คนส่วนใหญ่ในโลกทุกวันนี้จะไว้ใจใคร เพราะต่างก็เคยมีประสบการณ์ของการถูกหลอกลวง คดโกง ของคนไม่ซื่อ แม้กระทั่งบางครั้งเขาก็กล่าวถึงพระเจ้า ด้วยความไม่ไว้ใจ

เหตุผลที่ผู้คนไว้ใจดาดี้ ไม่ได้มาจากการที่ดาดี้พยายามที่จะทำให้เขาไว้ใจ ดาดี้ไม่ต้องใช้ความพยายามเลย เราก็เป็นเพียงมนุษย์คนหนึ่งเท่านั้น แต่นั่นเป็นเพราะความปรารถนาอันลึกล้ำและความรู้สึกบริสุทธิ์ใจกับทุกคน ที่จะทำให้เขาไว้วางใจตนเองได้ โดยไม่ร้องขอให้ใครไว้ใจเรา แล้วผู้คนเหล่านั้นจะเริ่มที่ไว้วางใจตนเองได้อย่างไร นี่คือสิ่งที่เราควรประมวลชีวิตที่มีอยู่ ว่าจะเริ่มไว้วางใจสถานการณ์รอบๆ ตัว และชะตากรรม ว่าจะพาเราไปที่ไหน อย่างไรก็ตามเราควรเริ่มไว้วางใจพระเจ้า โดยไม่จำเป็นที่ใครจะไว้วางใจฉันผู้เป็นมนุษย์ ต่อเมื่อใครได้ค้นพบความไว้วางใจในตนเอง ในชะตากรรมและสถานการณ์ และในพระเจ้า เวลานั้นนั่นเองที่เขาจะรู้ความหมายของคำว่า "ไว้วางใจ" คืออะไรจริงๆ

นั่นไม่ใช่เรื่องของการไว้วางใจในตัวฉัน หรือตัวเธอ หรือใครก็ตาม เพราะว่าความไว้วางใจแบบนั้นสามารถถูกตัดขาดไปได้ ด้วยความเข้าใจผิด หรือมีใครบางคนบอกเรื่องอะไรที่เล่าต่อกันไป เป็นข่าวลือ เป็นการซุบซิบนินทา ที่เข้ามาทดสอบสภาพของเราว่าขึ้นอยู่กับตัวเราเองได้จริงหรือไม่

เมื่อสองคนมีความสัมพันธ์ที่ดี แล้วมีบุคคลที่สามเข้ามาทำให้เสียความสัมพันธ์ นี่คือกลไกของละคร ที่มาพร้อมกับข้ออ้าง เหตุผล และเรื่องราวมากมายที่บัญชีกรรมยังไม่จบ เราต้องบอกตนเองเสมอที่จะไม่มีวันหยุดไว้วางใจ ถ้าเขาบอกเราว่าเขาหยุดที่จะไว้วางใจเราแล้ว เราก็เพียงแต่อยู่เงียบๆ ด้วยความซื่อสัตย์ ที่เต็มไปด้วยความรักและความปรารถนาดีอย่างมาก และย้ำกับตนเองว่า "ฉันจะจัดการกับตนเองข้างใน แล้วจะดึงเอาความไว้วางใจของเธอกลับคืนมา" เวลาจะมาถึงเอง โดยไม่จำเป็นต้องพูด หรือเปล่งเสียงออกไปว่า "ฉันจะพยายามอย่างหนักเนื่องจากมีบัญชีกรรมอะไรบางอย่างที่ยังไม่จบสิ้น" เราจะต้องปล่อยไป ให้ทุกอย่างเป็นไปตามเวลา โดยไม่มีวันพูดว่าจบสิ้นกันทีหรือมีการตัดขาดความสัมพันธ์ต่อกัน เพราะการทำแบบนี้บ่งชี้ว่าเราไม่ไว้วางใจใครรวมทั้งตนเองด้วย นี่คือความขี้ขลาดอย่างแรงของคนที่เล่นเกมนี้กับชีวิต ถ้าเราทำผิดและคนอื่นก็ทำผิดเหมือนกัน ก็ขอให้เราเข้มแข็งพอและรู้คิดว่าอย่าปล่อยให้ความไว้วางใจแตกสลาย แม้ใครต้องทำผิดต่อหน้าหรือเป็นสิ่งไหนที่ไม่พึงประสงค์ เราต้องสามารถให้อภัยต่อความผิดนั้นได้ ถ้าเขาสูญเสียความไว้วางใจในฉันและฉันก็สูญเสียความไว้วางใจในเขา ทุกคนอื่นก็จะเป็นเหมือนกันหมด เท่ากับว่าเราก็ลดความไว้วางใจจนสูญสิ้นไปกับผู้คน จนไม่หลงเหลือความไว้วางใจให้กับใครเลยในโลก แล้วเราจะเหลืออะไร ชีวิตเช่นนี้ไม่มีวันมีความสุข นิสัยของการสูญสิ้นความไว้วางใจจะกลายเป็นสันสการ์ เป็นร่องรอยของความไม่ไว้วางใจ ซึ่งทำให้หัวใจเราหดหู่และไม่มีความสุขในที่สุด เราไม่ควรจะสูญสิ้นความไว้วางใจในใคร หรือละเลิกความหวังในผู้ใด ถ้าเราสูญสิ้นความไว้วางใจในใครวันนี้ เราก็จะเริ่มจดจำทุกสิ่งที่ผ่านมาแล้วโดยเฉพาะความผิดที่เกิดขึ้นในอดีต แล้วเราจะเห็นได้ว่าเราขาดความไว้วางใจ จากการตัดสินผู้อื่นบนพื้นฐานของอดีตกรรม ราวกับว่าเราไม่เห็นค่าของความไว้วางใจเลย แสดงว่าเราไม่เคยศรัทธาในสิ่งไหนได้อย่างแท้จริง อย่าได้ปล่อยให้สิ่งนั้นเกิดขึ้น เราต้องตระหนักถึงคุณค่าของความไว้วางใจจนถึงที่สุดด้วยความปรารถนาดีและความรู้สึกที่บริสุทธิ์ ที่ออกมาจากหัวใจที่จริงแท้ของเราเอง ซึ่งอาจจะใช้เวลา แต่เราจะต้องทำงานอย่างไม่รู้เหนื่อยที่จะช่วยเขาด้วยความรักจากหัวใจ ก็เพราะความไว้วางใจเป็นแสงของชีวิตของเรา การอยู่อย่างไม่ไว้วางใจผู้อื่น เท่ากับการไม่มีชีวิต เมื่อเราสูญสิ้นความไว้วางใจในตนเองหรือผู้อื่น นั่นก็คือการสูญสิ้นความไว้วางใจกับพระเจ้าด้วยเช่นกัน (ดาดี้ แจงกี)

พฤหัส 1 ถึงพุธ 21 กันยายน
โครงการ 'การเห็นสู่การกลายเป็น'
เราเปิดตัวโครงการริเริ่มช่วงแรกนี้ เพื่อหล่อเลี้ยงบราห์มิน (B.K.) ให้มีการสำรวจตนอย่างลึกล้ำ ในความสามารถที่จะเปิดเผยยุคทอง...
ขอบคุณพี่ภาที่ได้แปลข้อมูลและวีดีโอ ของโครงการไว้ ให้ทุกคนเข้าใจที่มาและกระบวนการต่อเนื่อง ไปจนถึง การเชิญชวนประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมในปี 2017 ด้วยยุทธวิธีสื่อทางสังคม คลิกอ่านข้อมูล

คลิกอ่านคำแปล video


...ขอบคุณพี่ดาที่รับหน้าที่เป็นผู้ประสานงานกับทีมงานกลางระหว่างประเทศ รวมทั้งการอัดเสียงสัมภาษณ์ ซีเนียร์ 21 ท่านไว้ (คลิกฟัง)

หลังฟังมูร์ลีทุกเช้า พี่น้องสมาชิก Line ของเราได้มีโอกาสร่วมรายการตั้งแต่ต้นจนจบ ทั้งแบบสดและจากที่บันทึกไว้ เพื่อให้แนวคิด ยูโทเปีย (Utopian) นี้ได้นำเสนอทางเลือกใหม่สำหรับสังคมที่ดีงามสมบูรณ์แบบ ในชีวิตประจำวันให้มากที่สุด

ศุกร์ 2 กันยายน
จบบทเรียนพื้นฐานราชาโยคะ
น้องฝนและพี่ศรีได้ให้บทเรียนราชาโยคะแก่สมาชิกที่รวมตัวกัน ณ อาคาร Wisdom Plus ถ.รัชดาฯ ตั้งแต่วันพุธ 31 สิงหาคมถึงวันศุกร์ 2 กันยายน

เสาร์ 3 กันยายน
ความสำเร็จในธุรกิจ
BK สไบทิพย์ ศิริรัตน์ธำรงค์ และ คณะ 8 ท่าน ได้รับเชิญไปล่องเรือ เจ้าพระยาครุยส์ กับครอบครัวคุณป้าวัลภา จันทรังษี เพื่อฉลองวันเกิด
คุณกบ อนุสรา จันทรังษี(ลูกสาว) กับทีมธุรกิจ ประมาณ 300 ท่าน และฉลองความสำเร็จในธุรกิจของคุณธเนตร วงษา ที่ถือโอกาสมอบเงินบริจาคให้แก่มูลนิธิ บราห์มา กุมารี ราชาโยคะ
คุณป้าวัลภา มีความปลาบปลื้มที่ลูกได้ทำบุญด้วยวิธีต่างๆ ภาพถ่ายของการพบปะกันในวันนั้น จึงเป็นเหตุของการเริ่มทำธุรจิตกับคุณไก่ เอกภพ จันทรังษี(ลูกชาย) ด้วยเช่นกัน

คุณไก่ได้ใช้ภาพโฆษณาใน social pocket clip เชิญชวนติดตามบทสัมภาษณ์ เกี่ยวกับความเป็นผู้นำ คลิกอ่าน

อาทิตย์ 4- พุธ 7 กันยายน
สร้างครอบครัวทางจิตที่เชียงใหม่

ในโอกาสนี้ เราได้ช่วยกันเลี้ยงวัวเจ้าปัญญา (ตัว W = Worry) แก้ปัญหา ความวิตกกังวล ด้วย ปัญญา
อะไรทำให้เราวิตกกังวล? เราจะตัดนิสัยนี้ได้อย่างไร? เมื่อเรามีความสุข ก็ไม่มีอะไรต้องกังวล อย่าได้มองหาความสุขที่ผิวเผินจากใคร หรือ อะไรภายนอก แต่ขอให้ความสุขนั้นมาจากภายใน ที่ทำให้ ทุกสิ่งง่ายดายในชีวิต เริ่มต้นด้วยการทำสิ่งที่ดีในสำนึกที่ถูกต้อง เราจะเริ่มหายใจ โล่งสบาย มีความคิดที่สงบ ความรู้สึกที่ดีและเป็นบวก ใช้เวลาอย่างเป็นอิสระ จากความกังวลว่าอะไรจะเกิดขึ้น หรือ จะเกิดอย่างไร เมื่อมีทัศนคติ และความตั้งใจที่จะทำทุกสิ่งให้ดี ในสำนึกเป็นคนขับรถ(ดวงวิญญาณ) แยกจากรถ (ร่างกาย) ก็จะมองเห็นจุดหมายปลายทางที่ชัดแจ้งเหมือนมีตาทิพย์
ความกังวลเกิดจากความไม่เข้าใจ หรือ ความไม่มั่นคง ในสำนึกของการมีชีวิตทางจิตที่สามารถดึงพลังทั้งหมดมาจากสิ่งสูงสุด หากเรายังยึดติดในตัวตนที่เป็นร่างกาย ก็จะมีความผูกพันยึดมั่น ที่เกี่ยวโยงกับผู้อื่น
ทำให้ถูกดึงดูด หรือตกภายใต้อิทธิพล และอยู่ในภาวะจำยอม จนพลังงานถูกกลืนหายไปเกิดความว่างเปล่าภายใน
ส่งผลให้มีการผูกพัน ถูกดึงดูด และอยู่ภายใต้อิทธิพลของผู้อื่นมากยิ่งขึ้น
ความคิดในการมีชีวิตที่ไม่สูญสลายที่แท้จริงเท่านั้นที่เราจะมีประสบการณ์ของการคงอยู่ของสิ่งสูงสุด ผู้สามารถช่วยเราให้หลุดออกมาจากขีดจำกัดทั้งปวงที่เรียกว่า บ่วงรัดรึง
ความสุขนั้นรอเราอยู่ เพราะเป็นธรรมชาติของจิตวิญญาณมนุษย์ เพียงแต่ต้องเปลี่ยนจิตสำนึกให้กลับมามีชีวิตทางจิต เป็นจุดแห่งแสงที่บริสุทธิ์ สดใส แล้วสายตา ทัศนคติจะเปลี่ยนไป ไม่มีความขุ่นมัว ไม่พอใจ หรือกดเก็บความรู้สึกไม่ดีไว้ภายใน
ที่สำคัญ เราจะสามารถอยู่อย่างมีความสุขภายใน โดยไม่พึ่งพิงสิ่งใด หรือ ใครภายนอก เมื่อมีความเข้าใจและไม่กล่าวโทษ หรือติเตียนผู้อื่นไม่ว่าใครจะประพฤติ ปฏิบัติกับเรา เช่นไร เนื่องจากความอ่อนแอและความไม่รู้ของเขา อย่าถือสาว่าเป็นเรื่องส่วนตัว เฝ้าแต่แบ่งปันความสุขจากภายในของเราเอง แล้วดึงความรักและพลังของพรจากพ่อสูงสุด หรือดวงวิญญาณสูงสุด มาแจกจ่ายให้ผู้ที่ขาดพละกำลังภายใน เนื่องจากความหลงทะนง เกี่ยวกับตัวตนที่จอมปลอม

กลยุทธ์ในการเป็นอิสระจากความวิตก เริ่มจากการยอมรับว่า ความวิตกกังวล คือผลของการเรียนรู้จากประสบการณ์ในอดีต จากสถาบันครอบครัว สถาบันการศึกษาและสถาบันสังคมจึงสร้างจินตนาการถึงอนาคต ด้วยความกลัว
  • ความวิตกกังวล คือความกลัว Worry is fear จนกลายเป็น นิสัย ที่เสพติดได้โดยง่าย ทำให้สูญเสียเวลาและพลังงาน ในการสร้างสิ่งสร้างที่ผิดๆ แทนที่จะใช้ความสามารถในการสร้างสรรค์ จากจิตสำนึกที่ถูกต้อง บางคนอาจคิดว่าเป็นกรรมพันธุ์ ซึ่งเป็นไม่ได้ เพราะ เป็นเพียงอารมณ์ที่จิตติดยึด สามารถตัดนิสัย ตัดใจได้ เมื่อเข้าใจ และยอมรับ
  • ความวิตกกังวลเป็นสิ่งที่ไร้ประโยชน์ และเห็นแก่ตัว โดยทั่วไป คิดว่าความวิตกกังวลคือความห่วงใย แต่แท้จริง มาจาก ความกลัว และความกังวลเกี่ยวกับตนเอง ว่าจะรู้สึกอย่างไร ถ้าสิ่งที่คิดที่กังวลนั้นเป็นจริงขึ้นมา ดังนั้นจึงกล่าวได้ว่า Worry is fear,Care is love หรือความห่วงใยและการปกป้องดูแลนั้น คือ ความรัก ที่ปราศจากความกลัว ความกังวล

เราฝึกวิธีระดมสมองด้วยการไตร่ตรองประเด็นหลักทั้ง 7
ในการขจัดความวิตกกังวล (ขอบคุณข้อคิดจากบราเตอร์ไมค์ จอร์จ)
  1. เรื่องราวที่กังวลอาจจะไม่มีวันเกิดขึ้น
  2. ถามตนเอง ถ้าสิ่งที่กังวลเกิดขึ้นจริง เราต้องทำอะไรต่อไป
  3. เขียนความวิตกกังวลใส่เศษกระดาษ-เอาไปเผาจนกลายเป็นควัน ไม่เหลือร่องรอย
  4. เห็นความกังวล เป็นการจ่ายดอกเบี้ยให้แก่หนี้ปลอม (ที่คิดมากเอง)
  5. เตือนตัวเองว่า ความกังวล ไม่ใช่การห่วงใย แล้ววิเคราะห์ว่า ความห่วงใยที่แท้จริงคืออะไร
  6. ฝึกจินตนาการถึงภาพที่วางกลับกัน แทนที่จะวาดภาพ เหตุร้ายหรือความหายนะ
  7. มีความซื่อสัตย์กับตนเองและยอมรับว่า ความกังวล คืออารมณ์ที่เห็นแก่ตัว
ส่วนกิจกรรมเสริมพลัง ชีวิตด้วยปัญญา (ตัว W = Wisdom) เราใช้วิธีการฝึกจิตทำสมาธิกับต้นไม้ปัญญา (Wisdom Tree Meditation) โดยให้กลุ่มทดลองกับรูปแบบ-ท่าทางต่างๆ เริ่มจาก ท่านอน ที่เกี่ยวโยงกับ การเยียวยาและการให้อภัย ให้แต่ละคนที่นอน แยกกันอยู่ หายใจลึกๆ นึกภาพต้นไม้ใหญ่อยู่ข้างหน้า แตกกิ่งก้านสาขาออกไปกว้างใหญ่ และนึกภาพตนเองนอนอยู่อย่างปลอดภัย บนกิ่งก้านแรกของต้นไม้ ที่ปลุกเรียกความรัก และความไร้เดียงสาขึ้นมาของสมาชิกของครอบครัว


พี่หล้าผูกรักกี้ให้แม่เจ้าวัย 92 ในวันที่คณะบินไปถึง

เก็บภาพที่ระลึกสำหรับบางคนที่พบแม่เจ้าเป็นครั้งแรก


พี่แดงเปิดตัววัวเจ้าปัญญา แก้ "Worry - ความวิตกกังวล" ก่อนไปทำกิจกรรมสร้างความสุข โยนลูกบอลลงตระกร้าในสระน้ำ
ทำกิจกรรม "เสริม - ปัญญา" ด้วยต้นไม้ปัญญา
เป็นการฝึกจิตในอิริยาบถทั้ง 4 นอน ยืน เดิน นั่ง และสะท้อนความคิด
ผ่านแต่ละกิ่งก้านของต้นไม้
ยืดเส้นยืดสาย บริหารร่างกายกับ Skeleton Dance โครงกระดูกอันเปลือยเปล่าจากสำนึกของร่างกาย เราไปเปลี่ยนบรรยากาศ และรับอากาศบนดอยที่สดชื่นเย็นสบาย พร้อมสายรุ้งและสายฝนโปรย
ครูหลายคนให้ความรู้พื้นฐานราชาโยคะแก่พี่นุ้ย ชาวเชียงใหม่ และทบทวนบทเรียน
ให้แก่น้องใหม่ ก่อนเดินทางไปเป็นแขก Peace of Mind ที่มธุบันในเดือนตุลาคม

พี่หล้าแต้มทีลักและผูกลักกี้ให้พี่นุ้ยเป็นสิริมงคลของการเข้าสู่หนทางชีวิตทางจิตวิญญาณ
ทุกคนโดยเฉพาะน้องใหม่ล้วนพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า การมา Retreat ครั้งนี้รู้สึกดีมาก มีความรัก ความอบอุ่น ความเป็นกันเอง เหมือนคนในครอบครัวเดียวกัน เป็นความรู้สึกที่แตกต่างจากชุมนุมอื่นๆ

ก่อนกลับแวะชม Tita ร้านกาแฟ และ Art Gallery ที่บ้านพี่นุ้ย มีการตกแต่งสถานที่ได้อย่างเก๋ไก๋มาก ทำให้เราจินตนาการถึง Spiritual Art Gallery ให้คนที่มาเยี่ยมชม ได้สัมผัสกับความเป็นจิตวิญญาณผ่านภาพเขียนและสัญลักษณ์ต่างๆที่มีค่าได้โดยไม่ต้องอธิบาย

เจ้าภาพหลักที่เชียงใหม่ของเราคือ พี่แดง ลักขณา
"ขอขอบคุณครอบครัวบราห์มินที่ได้ใช้เวลาอันมีค่าด้วยกันใน Retreat ครั้งนี้ ซึ่งเป็นการเปิดโอกาสให้พี่แดงได้สร้างโชค ได้ใช้บ้านให้เป็นประโยชน์ ในการพัฒนาจิตวิญญาณ ใช้ห้องครัวปรุงอาหารบริสุทธิ์ ใช้วิถีชีวิตของบราห์มินสร้างบรรยากาศที่สงบสุข การเรียนรู้ที่จะฝึกฝนตนเองในทิศทางเดียวกัน เกิดจากศรัทธาในสิ่งเดียวกัน ในตารางเวลาเดียวกัน ตั้งแต่เวลาอมฤตตอนตี 4 ฝึกมีการเชื่อมโยง (โยคะ) กับ ผู้เป็นหนึ่งเดียว ผู้เป็นแหล่งอำนาจสูงสุด การนั่งโยคะก่อนการเรียนความรู้ทางจิตที่ช่วยประเทืองปัญญา เรียกว่าเป็นเวลาฟังเสียงขลุ่ยวิเศษหรือมูร์ลี (Murli) พี่หล้าเป่าขลุ่ยที่ทำให้เราซาบซึ้ง อิ่มเอิบใจ เป็นคำสอนของพระเจ้าที่จะนำเราไปสู่การเปลี่ยนแปลงให้มีคุณธรรมสูงส่ง มีการขจัดกิเลส และทำให้เราเป็นผู้ให้คุณประโยชน์แก่ผู้อื่นอย่างแท้จริง สำหรับกิจกรรมนั้นมีเนื้อหาสาระที่ดีมาก เสริมเกมที่สนุกสนาน มีชีวิตชีวา รื่นเริงแจ่มใส เช่น การแข่งขันวอลเล่ย์บอลในสระน้ำ การเต้นหุ่นโครงกระดูก อาม่า นักเรียนวัย 80 ครึกครื้นเป็นอย่างมาก พวกเราได้กลายเป็นเด็กในเวลานั้น ทั้งหมดเป็นส่วนหนึ่งของกิจกรรมเลี้ยงวัวเจ้าปัญญา (ตัว W-Worry) แก้ปัญหา ความวิตกกังวล ด้วยความสุข และเสริมพลังชีวิต ด้วยปัญญา (ตัวW-Wisdom) โดยใช้สติปัญญาไตร่ตรองในทุกอิริยาบถ ของการหยุดนิ่งและเคลื่อนไหว เป็นวิธีฝึกการนอนสมาธิ,การนั่งสมาธิ การยืนสมาธิและการเดินสมาธิ คืนสุดท้าย เราย้ายสถานที่ไปรับอากาศเย็นที่บ้านพักบนดอยโป่งแยง อ.แม่ริม ซึ่งได้รับอนุญาตจากเจ้าของบ้าน(น้องสาวของพี่แดง) การใช้ชีวิตปฏิบัติกิจของโยคะ ด้วยความสงบ-สุขจากจิตใจที่บริสุทธิ์นั้น ถือเป็นหน้าที่ของบราห์มินในการสร้างกระแสพลังในทุกสถานที่ ด้วยเหตุผลเดียวกัน เราได้แวะบ้าน/ร้านของของน้องนุ้ย (นักเรียนใหม่) ซึ่งไกลกันเพียง 30 นาที มีร้านกาแฟและแกลเลอรี่ ชื่อ Tita Gallery ท่ามกลางบรรยากาศกลางป่าเขาลำเนาไพรและวิวทิวทัศน์ที่สวยงามของธรรมชาติ เรามีโอกาสได้แลกเปลี่ยนประสบการณ์ในการมา Retreat ครั้งนี้ก่อนที่คณะบราห์มินจะบินกลับกรุงเทพฯ บ่ายนั้น แต่ละครั้งที่มีการชุมนุม เราได้เรียนรู้ข้อบกพร่องของตนเอง ในการบริหารจัดการที่ต้องปรับปรุงให้ดียิ่งขึ้นในครั้งต่อๆไปขอขอบคุณครอบครัวบราห์มิน ขอบคุณบาบาสำหรับการเจริญพัฒนาทุกด้านค่ะ"
คลิกอ่านประสบการณ์ของพี่น้องบางคน ปุ๋ย เหมียว

เสาร์ 10 กันยายน
กิจกรรม วัวเจ้าปัญญา ที่โรงพิมพ์ พิมพ์ดี จ.สมุทรสาคร

เราช่วยกันเลี้ยงวัว เจ้าปัญญา ตัว (A-Anger)
เพื่อแก้ปัญหา ความโกรธ ด้วยความเยือกเย็น
เพราะความโกรธ คือ สิ่งบ่งชี้ ถึงการขาดความเยือกเย็น (Cool) ที่ก่อตัวขึ้นมาจากความหงุดหงิด โมโห ไม่พอใจ จนลึกลงไปถึงความขุ่นเคืองและความอิจฉาริษยา แล้วกลายเป็นรูปที่ละเอียดที่สุด ที่มักซ่อนอยู่ในเสื้อคลุมของการติดตลกขบขัน ที่แดกดัน ประชดประชัน
เยือกเย็น
อย่าได้ปล่อยให้จิตใจของเราได้รับผลกระทบใดๆ จนกระทั่งตกภายใต้อิทธิพลของสิ่งต่างๆ ได้ง่าย ทำให้เราสูญเสียความสงบที่ควรกระจายออกไปให้ผู้อื่น เราต้องเรียนรู้ที่จะคงความสงบไว้โดยการเป็นอิสระจากความผูกพันยึดมั่น หรือการคาดหวัง แม้การแข่งขันเปรียบเทียบก็ทำให้เรารู้สึกถูกกระทบกระเทือนได้เช่นกัน จากการมองออกไปข้างนอก เห็นอะไรภายนอก แล้วอยากจะเป็น อยากจะทำในสิ่งที่เขาทำกัน แต่ต้องทำให้มากขึ้นอีก เมื่อเราไม่สามารถจดจ่อภายในได้ ดวงตาของเราจึงมองเห็นตัวตนที่เหนือกว่า ดีกว่าผู้อื่น
การจดจำธรรมชาติดั้งเดิมของตน สามารถทำให้เรากระชับเชื่อมกับสิ่งสูงสุด จึงง่ายในการรู้ทันความคิดที่ไร้ประโยชน์ และทดแทนสิ่งนั้นด้วยมุมมองทางจิตวิญญาณ การสำรวจตรวจสอบตนเองที่มาจากการยกย่องพระเจ้าจะช่วยทดแทนความทุกข์ข้างใน ทำให้เรารู้สึกยินดีปรีดา มีความใหม่ พระเจ้านั้นสอนเราให้หันเข้าไปข้างใน เราจึงต้องรับฟังอย่างตั้งใจมาก เป็นการตรวจสอบและเปลี่ยนแปลงตนเอง โดยไม่รอคอยให้ผู้อื่นพูดหรือบอกอะไรให้เราต้องเปลี่ยนแปลง
จิตใจที่เยือกเย็นไม่เพียงแต่มีความสงบเท่านั้น แต่ยังจดจ่อ ในการสร้างความคิดที่สูงส่งอีกด้วย คนที่จดจ่อจะมีพลังในการทำอะไรให้เสร็จสิ้น ซึ่งเป็นสมาธิสำหรับการกำหนดทิศให้ตนเอง ไม่ใช่การสะกดจิตใคร สมาธิแบบนี้จึงยิ่งใหญ่ เพราะสามารถเปลี่ยนแปลงตนเองได้ทุกครั้งที่มีการเชื่อมโยงกับพลังอำนาจสูงสุด ดังนั้นถ้าเราเชื่อมกับบาบา-พ่อสูงสุดได้ ใจก็จะเย็น ชีวิตก็จะสงบ... สติปัญญาจะกระจ่างชัด เพื่อตัดสินอย่างถูกต้องแม่นยำในทุกการกระทำ

ขณะที่โลกอยู่ในยุคเดือดดาล (The Age of Rage) โดยทั่วไป มีอารมณ์เสีย บูดบึ้ง จึงสรุปกันว่า โลกหมุนเร็วขึ้น หรือ มีของเล่นสมัยใหม่ให้ความสะดวกในการสื่อสารตลอดเวลา เช่น มือถือที่ติดตัวพกพา ซึ่งทำให้เราควบคุมชีวิตจิตใจได้น้อยลง
...ทุกคนเหมือนมีปัญหาความดันสูง จึงมีปฏิกิริยาตอบโต้ทันทีที่มีการกระตุ้นด้วยอุปกรณ์เหล่านี้

เราฝึกระดมสมอง ด้วยการไตร่ตรอง 10 ประเด็นหลัก เพื่อยอมรับ ปัญหา ที่เกิดขึ้นจากภายใน จิตสำนึกของเรา แต่ละคน
(ขอบคุณบราเตอร์ไมค์ จอร์จ สำหรับข้อคิด )
  1. บ่อนทำลายตนเอง (เมื่อไรที่เราโกรธ เราคือ ผู้ที่ทุกข์ทรมานก่อนและมากที่สุด)
  2. เป็นตัวอย่างที่ไม่ดี
  3. สูญเสียการควบคุมตนเอง
  4. สูญเสียความเคารพตนเองและผู้อื่น
  5. ทำให้ผู้อื่นปิดกั้นและปกป้องตนเองจากความโกรธ
  6. เสียเวลาและพลังงานในการแก้ไขความสัมพันธ์
  7. สร้างวัฒนธรรมของความรุนแรงก้าวร้าว
  8. เสียสุขภาพส่วนตัว
  9. ใช้เวลาในการฟื้นคืนสู่ความเยือกเย็น และการควบคุมตนเอง
  10. สร้างตำนานความผิดบาป ‘เห็นตนเองเป็นเหยื่อ’ เพราะความโกรธ คือโรคจิต และอารมณ์ที่ไม่มีวันรักษาหาย
การตระหนักรู้ที่ทำให้เป็นอิสระจากนิสัยของความโกรธ (คลิกอ่าน)

แบ่งปันสาระจากรายการและชีวิตจริง แม่เก๋ แม่ปุ้ม แม่นุ๊ก


พี่เล็ก(เจ้าของโรงพิมพ์ ) พูดถึงผู้นำที่ต้องการเอาชนะความโกรธ

อาม่าวัย 80 พูดถึงผู้นำที่เห็นโทษความโกรธ และ
ถือโอกาสเต้นนำออกกำลังกาย

น้องปุ้มนำวิธีหยุดพัก Peace Muna Pause Muna

น้องกอล์ฟร้องเพลงให้กำลังใจ
พี่อี้ลูกสาวอาม่ามาร่วมรายการ ได้ผูกข้อมือ สร้างสายใยศักดิ์สิทธิ์ และพาไปรับประทางอาหารที่บ้าน เยี่ยมชมโรงงานที่อยู่ไม่ไกลกัน ตอนจบพนักงานทุกคนได้รับพร-ขนมหวาน พร้อมเอกสารสำคัญ


พุธ 21 กันยายน
ฉลองวันสันติภาพสากล
บราห์มา กุมารี พัฒนาพลังจิตวิญญาณภายในเพื่อนำเราไปอยู่เหนือความก้าวร้าวรุนแรง ในฐานะที่เป็นเพื่อนเดินทางร่วมโลก เราต้องมีความรับผิดชอบที่จะก้าวผ่านไปจากความเกลียดชังและความกลัวเพื่อที่ว่าเราจะสามารถสร้างความเข้าใจที่มากขึ้นและขจัดความไม่รู้ที่แบ่งแยกเราออกจากกัน สันติภาพคือการสะท้อนของสำนึกทางจิตวิญญาณซึ่งให้ความหวังต่อภาพแห่งอนาคตที่เป็นองค์รวม

บุคคลผู้ที่ทำตามวิถีชีวิตทางจิตวิญญาณ คือเครื่องมือสำหรับสันติภาพโลก ซึ่งเป็นทางเลือกส่วนบุคคลที่จะเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิต การบริโภคและกิจวัตรประจำวันอันมีผลทำให้ความสงบกลายเป็นสภาพธรรมชาติที่กระจายออกไปสู่โลก
เราได้รับความร่วมมือในการจัดเลี้ยงอาหารมังสวิรัติ จากร้านอาหาร Rose Marry ของมาดามตวง ที่ ซ.ทองหล่อ สุขุมวิท

ฝึกจิตความสงบ
การกระทำที่มีความสงบเกิดขึ้นเมื่อจิตใจของเราเต็มไปด้วยความคิดและความรู้สึกที่สงบ มีความปรารถนาดีต่อมนุษย์และต่อโลก ซึ่งรวมไปถึงความก้าวร้าวรุนแรงต่อสิ่งแวดล้อมทางธรรมชาติ (คัดลอกมาจากสาส์นสำหรับวันสันติภาพสากลโลก ของบราห์มา กุมารี มหาวิทยาลัยทางจิตของโลก สำหรับการประชุมขององค์การสหประชาชาติ 21 ก.ย. 50 ในหัวข้อ "ชีวิตที่ปราศจากความก้าวร้าวรุนแรงและสันติภาพโลก") คลิกที่รูปขวามือ -->
ขอเชิญส่่งกระแสความสงบไปให้คนที่คุณรัก
น้องปุ๋ย รองบรรณาธิการนิตยสาร Yoga Journal ได้เผยแพร่เรื่องอาหารเพื่อสุขภาพที่แท้จริงไว้


โอม ชานติ

© 2015 Brahma Kumaris Thailand. All rights reserved.