เสาร์ 27 พฤษจิกายน 2558 ระหว่างท่าเรือปากเกร็ดนนทบุรี และ พระราชวังบางปะอิน


ดวงวิญญาณเปรียบเป็นเช่นเรือ หรือนาวาชีวิตในมหาสมุทร ดังนั้น การยกมอบนาวาชีวิตให้แก่พระเจ้า ‘นายเรือ’
เราจะเต็มเปี่ยมไปด้วยเพชรพลอยของคุณธรรมและพลัง สามารถเดินทางถึงชายฝั่งของโลกแห่งความสุขได้อย่างง่ายดาย
ท่านจันทร์ จากมูลนิธิ 'เพื่อนช่วยเพื่อน' ส่งบทกลอนมาสนับสนุนโครงการ ‘7 พันล้านการทำดี’ พร้อมประชาสัมพันธ์ชวนเชิญสมาชิกผ่านรายการวิทยุ มาร่วมงานจุดแสงปัญญาให้นาวาชีวิต’ ในวันเสาร์ที่ 27 พฤศจิกายน 2558 คลิกที่นี่ เพื่ออ่านบทกลอนจากท่านจันทร์
ท่านจันทร์ ลงทะเบียนในกลุ่ม บริสุทธิ์ด้วย คุณธรรม
'มีระเบียบ'
เราลงเรือลำเดียวกัน เพื่อ ‘จุดแสงปัญญา’ โดยพบกันที่ท่าเรือ 'ปากเกร็ด' และลงทะเบียนด้วยกลีบบัวประจำกลุ่มคุณธรรมหลักทั้ง 6 คือ บริสุทธิ์ สัจจะ อดกลั้น ถ่อมตน อ่อนหวาน เป็นผู้ใหญ่ที่รวม 36 คุณธรรมสำหรับ 100 คน ดอกบัว แท้จริงแล้วเป็นสัญลักษณ์ของผู้ที่อยู่ในหนทางครอบครัวที่บริสุทธิ์ตามหลักการพรหม์จรรย์เช่นเทพที่ผ่านการฝึกฝนเป็นดอกบัวในโคลนตมในโลกเก่า-ชีวิตเก่า ขณะที่ สร้างจิตสำนึกในการให้คุณประโยชน์จนถึงที่สุด เช่นเทวดานางฟ้า ผู้นำสาสน์ของพระเจ้าในการเปิดประตูสวรรค์ และ ให้การปกป้องคุ้มครองมวลมนุษย์ที่เพียรพยายามอย่างจริงจัง ในการบรรลุถึงคุณสมบัติดังกล่าว

เริ่มกิจกรรมด้วยความบริสุทธิ์ เพราะความบริสุทธิ์ในจิตใจ คำพูด และการกระทำ คือความมหัศจรรย์ของสัจจะ จาก การพูดด้วยสัจจะ และอดกลั้น ทำให้มีการสื่อสารที่ดี ไม่มีการทำกรรมที่ผิดๆ แม้แต่จะคิดหรือพูดว่า เราไม่สามารถ ทำอะไรบางสิ่งได้ เนื่องจาก ความถ่อมตน จะทำให้ เราเป็นผู้ประทานความสุขและทำลายความทุกข์ ในทุกแง่มุมของชีวิต จงละวาง ทุกคนมีบทบาทในละคร เราได้ตระหนักรู้จักผู้เป็นสัจจะสูงสุด และการเดินทางของชีวิตในโลกที่หลอกลวง เราเพียงต้องใช้ความพยายามในการข้ามฟากไปสู่โลกแห่งสัจจะ

มีผู้ร่วมรายการ จากช่วง 9 โมงเช้าถึงหนึ่งทุ่ม ได้ผ่านช่วงจังหวะที่หวานชื่นในการพบปะกันเพื่อสัมผัสผลการศึกษาจิตวิญญาณที่แท้จริง โดยผ่านการเรียนรู้จากผู้อื่น การเติบโตพร้อมผู้อื่น การประสานสัมพันธ์กับผู้อื่น การแบ่งปันประสบการณ์ที่มีค่ากับผู้อื่น ในครอบครัวชาวโลกของพระเจ้า –ผู้ทรงอำนาจ ท่านมาให้สิทธิ์ของพลังอำนาจเป็นมรดกแก่ลูกๆ เท่าเทียมกัน ทำให้เราพอใจในการใช้ชีวิตร่วมกันด้วยเกียรติและศักดิ์ศรีของความเป็นพี่น้อง โดยไม่มีความสัมพันธ์อื่นเป็นส่วนตัว ที่ต้องพึ่งพิง แต่ให้ความร่วมมือในความก้าวหน้าไปด้วยกัน

กลุ่มความบริสุทธิ์ สมาชิกมีคุณธรรมต่างกันไป ท่านจันทร์(มีระเบียบ)และพี่หล้า(กล้าหาญ)ให้นิยามจากคุณธรรมประจำตัว ตามมาด้วยสมาชิกกลุ่ม คือ พี่ชัย (ถูกต้องแม่นยำ) น้องปอง (บริสุทธิ์) และพี่ไก่ (เบาสบาย)
เมื่อทุกสิ่งขึ้นอยู่กับความบริสุทธิ์จึงต้องเชื่อมโยงกับผู้ที่บริสุทธิ์เสมอ ท่านคือ พระเจ้า ผู้เป็นพ่อสูงสุด เพื่อจะได้กลับมาบริสุทธิ์สมบูรณ์อีกครั้ง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในการเดินทางไปสู่อาณาจักรสวรรค์แห่งความสุข ที่เรียกว่า อาณาจักรของราม (Ram) ที่เต็มไปด้วยศีลธรรมจรรยา ดินแดนที่เหล่าเทพอาศัยอยู่ด้วยกันเหมือนน้ำนมและน้ำตาล แต่เวลานี้คือ อาณาจักรของราวัน หรือนรกที่เต็มไปด้วยกิเลส ความไม่บริสุทธิ์ของทุกคนพร้อมจะให้และรับความทุกข์ต่อกัน
จึงมีคำถาม...เมื่อพ่อสร้างสวรรค์ แล้วทำไมลูกอยู่ในนรก? เพราะลูกต้องพยายาม(ตามกฎแห่งกรรม) เพื่อกลับมามีค่าต่อการกราบไหว้บูชา ถึง 21 ชาติเกิด (ในยุคทอง-ยุคเงิน)
ความรู้ทางจิตของราชาโยคะ จึงเป็นไปเพื่อเปลี่ยนนาย (มนุษย์ธรรมดา) ให้กลายเป็นนารายณ์ (นายผู้มีอารยธรรม) ...หรือเทพ ที่บริสุทธิ์ทั้งร่างกายและดวงวิญญาณ ขณะที่มนุษย์ไม่บริสุทธิ์ทั้งร่างกายและจิตใจ คือผู้กราบไหว้บูชา ในรูปแบบต่างๆ
คำสอนของพ่อสูงสุด ก้องอยู่ในหัวใจของลูก... “พ่อทำให้ลูกเป็นราชาเหนือราชา”
“ศาสนาสูงสุดของเทพ คือ ความไม่ก้าวร้าวรุนแรง (Non-Violence)”
“ลูกกำลังจะกลายเป็นเทพ จึงต้องมีความสูงส่ง(Royalty) ในทุกแง่ทุกมุม”
กลุ่มสัจจะ จึงรับช่วงทำกิจกรรมต่อจากนั้น มีซิสเตอร์ ‘วานาจา’ พูดถึงคุณธรรม ‘ความสูงส่ง’ ของตนเองในทางปฏิบัติจากประสบการณ์ในการร่วมรายการ

กลุ่มสัจจะ
‘ความสูงส่ง’ คือคุณธรรมที่ซิสเตอร์วานาจาแบ่งปันซึ่งปรากฏชัดในการใช้ชีวิตครอบครัวด้วยความบริสุทธิ์เช่นดอกบัว จึงเป็นตัวอย่างของผู้ปฏิบัติธรรมที่แท้จริง เช่นที่มีการกล่าวถึง ชีวิตราชาโยคี คือชีวิตที่อยู่ในหนทางครอบครัวที่บริสุทธิ์…ซึ่งเป็นกำเนิดของการบูชาดอกบัวที่มีราชาโยคีนั่ง ยืน และเคลื่อนไหวอย่างเป็นธรรมชาติที่บริสุทธิ์ขณะที่เล่นบทบาทรอบตัวรอบด้านและสะสมรายได้มหาศาลตามความหมายของดอกบัวที่ใช้คำว่า ‘ปทุม’ (Padam)แปลว่า ผู้มั่งคั่งหรือหลายล้านเท่า

บนเรือแห่งสัจจะ ทุกคนคือนักเดินทาง ผู้เต็มไปด้วยคุณธรรมอันสูงส่ง ร่วมออกเดินทางไปพร้อมกันเพื่อมุ่งสู่ดินแดนแห่งสัจจะ...ทั้งนี้กลุ่มสัจจะเปิดเผย “สัจจะ” ด้วยการรู้จักตนเอง และ รู้จักผู้เป็นสัจจะสูงสุด ผ่าน VDO นักเดินทาง
เมื่อเราพูดถึงคำว่า “แสงปัญญา” เราไม่สามารถรู้จักคำนี้ได้ถ้าเราไม่เข้าถึง “สัจจะ”
สัจจะ คือ การไม่หลงลืมตนเองว่า “ฉันคือใคร?” และ “ฉันเป็นของใคร?” ซึ่งสิ่งนี้คือความจริงแท้ที่คงอยู่อันเป็นนิรันดร์ ไม่สูญสลาย
ฉันคือใคร?...ฉันเป็นดังเช่นนักเดินทางที่ผ่านการเล่นบทบาทในละครโลกอันยาวนาน จนหลงลืมตนเองว่า แท้ที่จริงฉันคือจุดแห่งแสงที่แสนเล็กบนที่เปล่งประกายอยู่บนกึ่งกลางหน้าผาก ฉันไม่ใช่ร่างกายนี้ และไม่ใช่สิ่งทั้งหมดที่นิยามให้กับร่างกาย ไม่ว่าจะเป็น ชื่อ เพศ อายุ บทบาท สถานภาพ ฐานะ อาชีพ เชื้อชาติ ศาสนา ฯลฯ เมื่อฉันคิดว่าตนเองเป็นร่างกาย ฉันกำลังหลอกลวงตนเองจากสิ่งที่เป็นสัจจะ และปล่อยให้ตนเองถูกผูกมัดจากภาพมายา จนสูญเสียอำนาจในการควบคุมอวัยวะประสาทสัมผัสอย่างสิ้นเชิง เพียงเมื่อฉันได้ตระหนักรู้ว่าฉันที่แท้จริงนั้นคือพลังงานชีวิตทางจิตวิญญาณที่เป็นเช่นแสง หรือที่เรียกว่า ดวงวิญญาณ อันเต็มเปี่ยมไปด้วยคุณสมบัติดีงามดั้งเดิมภายใน เป็นธรรมชาติของความบริสุทธิ์ ความสงบ ความรู้ ความรัก และความสุข เมื่อนั้นฉันจึงกลายเป็นสภาวะ “แสงปัญญา” ผู้ที่ดวงตาที่สามแห่งความรู้ได้เปิดขึ้นเพื่อมองเห็นสัจจะ
ฉันเป็นของใคร?...นักเดินทาง, ดวงวิญญาณ, ผู้แสวงหาสัจจะ เร่ร่อนไปทั่ว หมายจะได้พบกับสัจจะสูงสุด แต่ไม่มีใครได้พานพบ ด้วยไม่รู้จักตนเอง และไม่รู้จักผู้เป็นหนึ่งเดียว “ดวงวิญญาณสูงสุด”
เพียงเวลานี้เท่านั้นที่ผู้เป็นแสงแห่งสัจจะสูงสุด ซึ่งอาศัยอยู่ในดินแดนอันเงียบสงบเหนือสียง “ดินแดนนิพพาน” ได้มาเพื่อบอกความจริงทั้งหมดทุกอย่างแก่เรา “ลูกๆที่แสนหวาน เริ่มแรกลูกคือผู้อาศัยในบ้านอันแสนหวานด้วยกันกับพ่อ ด้วยการเล่นบทบาทในละครโลก(กระทำกรรม)ผ่านร่างกายนี้ ลูกได้ลืมตนเอง เวลานี้จงคิดว่าตนเองเป็นดวงวิญญาณ และจดจำพ่อ ด้วยสิ่งนี้เท่านั้นที่ลูกจะกลับมาบริสุทธิ์ และสามารถกลับบ้านได้”
จบท้ายเรือแห่งสัจจะ ด้วยการโบกธงชัยให้โลกรู้ว่าสัจจะที่แท้จริงได้ปรากฏขึ้นแล้ว พร้อมกับแสงสว่างไสวของดวงวิญญาณที่ได้ถูกจุดขึ้น...“แสงปัญญา” คือการตระหนักรู้ว่าเราเป็นอมตะ เป็นสัจจะที่คงอยู่เป็นนิรันดร์
(ปุ๋ย)

'การล่องเรือสัจจะกับบทเรียนและการแบ่งปันความรู้ทางจิต ช่วยเปิดเผยความใหม่ของการหล่อเลี้ยงและงานรับใช้สำหรับผู้ที่อยู่ในสายใย เริ่มแรกมีความท้าทายอย่างมากกับสภาพอากาศที่ร้อนและเสียงเครื่องยนต์ของเรือดังมาก แต่ทุกคนก็ค่อยๆเข้าใจความจำเป็นว่านี่คือการฝึกฝนทางจิตในสถานการณ์ของโลกภายนอกซึ่งไม่เหมือนกับสภาพแวดล้อมที่ถูกตระเตรียมไว้อย่างสมบูรณ์ แต่ละช่วง มีเวลาสำหรับ โยคะสั้นๆ ในความสงบเงียบซึ่งเป็นไปเพื่อให้เรามีประสบการณ์ของการสำรวจตน ประสบการณ์ส่วนตัวของฉัน คือ ฉันพยายามที่จะอยู่เหนือเสียง เมื่อมีขีดจำกัดของคำพูด(ภาษาไทย) ที่ต้องขึ้นอยู่กับการแปล(ภาษาอังกฤษ)แต่ฉันก็ยังโชคดีที่มีดวงวิญญาณดีๆอยู่รอบข้างที่ช่วยแปลอย่างดีที่สุด ฉันใช้โอกาสนี้ที่จะสร้างความเข้าใจว่าอะไรคือความสูงศักดิ์ที่แท้จริงทางจิตวิญญาณ นั่นก็คือ การเป็นดวงวิญญาณที่อยู่ในการเดินทางไปกับลูกๆ ของพระเจ้าทุกคน โดยไม่คำนึงถึงขีดจำกัดในโลกที่สร้างไว้รอบตัว' (ซิสเตอร์วานาจา)
...ต้นฉบับภาษาอังกฤษคลิกที่นี่

การเดินทางเริ่มต้นขึ้นในการสำรวจตรวจสอบตนเองขณะอยู่กับครอบครัวที่สูงส่ง แต่การเดินทางเข้าสู่ภายในที่แท้จริง คือการสำรวจตนที่มีผลต่อการอยู่เหนืออิทธิพลใดๆ เป็นการเดินทางไปสู่สภาวะที่ไม่อาจร่วมทางไปกับใคร นอกเหนือจากการอยู่กับพระเจ้าผู้เดียวเท่านั้น ผู้เป็นสัจจะ เพราะหนทางไปสู่การหลุดพ้นนั้นแคบลงทุกที มีสองเท่านั้นที่จะไปด้วยกันได้ คือ ‘ฉัน’ และ ‘สัจจะ’
หลังจากเข้าใจ สัจจะแรกคือ โอมชานติ 'ฉันคือดวงวิญญาณที่สงบ' จุดแห่งแสงอยู่กลางหน้าผา ทุกคนได้รับการแต้มทีรัคกลางหน้าผาก

กลุ่มอดกลั้น เริ่มกิจกรรมหลังอาหารกลางวัน เมื่อเรือจอดเทียบท่าวัดนิเวศธรรมประวัติ เพื่อข้ามกระเช้าไปเข้าวัง จึงเป็นจังหวะพัฒนาคุณธรรมของกลุ่มอดกลั้น ที่เสริมความมั่นคง ยืดหยุ่น นิ่มนวล อดทน…ให้ทุกคนเดินผ่านวัด… ในความสงบเงียบด้วยการเห็นค่า วัดอันเป็นสถานที่อยู่อาศัยของเหล่าเทพทั้งหลายในสวรรค์(ยุคทอง)มาก่อน วัดวาอารามหมายถึง ความสะอาด บริสุทธิ์ สงบ ศักดิ์สิทธิ์ของชีวิตที่มั่งคั่งอุดมสมบูรณ์ทั้งภายในภายนอกด้วยคุณธรรมที่สูงส่ง ซึ่งเป็นผลรางวัลของการเพียรพยายามทางจิตเพื่อการหลุดพ้นและการหลุดพ้นในชีวิตขณะที่อยู่ในนรก(ยุคเหล็กเต็มไปด้วยกิเลส)

เราขอให้ทุกคนอยู่ในความสงบ สำรวจตนหลังจากพิจารณาตารางเปรียบเทียบ ผู้มีสำนึกที่เป็นดวงวิญญาณและสำนึกที่เป็นร่างกาย สุดท้ายได้รับ บัตรความหมายของความสงบเงียบ (Silence) ประจำตัว เป็นบัตรผ่านเข้าสู่ประตูวัง…6 กลุ่มๆละ 18คน ร่วมกันทำกิจกรรม เริงร่าในสาระธรรม และสร้างสมคุณธรรมที่สูงส่ง

กลุ่มถ่อมตน
คุณธรรมในกลุ่ม ช่วยเสริมกิจกรรม
  1. ถ่อมตน – ราชาผู้ถ่อมตนรับฟังทุกคนด้วยหัวใจ ผู้ถ่อมตนยอมรับข้อบกพร่องหรือความอ่อนแอของตนเองและของผู้อื่น ด้วยความเข้าใจในสัจจะ จึงสร้างความเป็นหนึ่งเดียวให้เกิดขึ้นได้
  2. เคารพ – ผู้ถ่อมตนมีความเคารพในตนเอง ผลจากการรู้จักและเข้าใจตนเองก่อน ผู้นั้นจะเห็นค่าผู้อื่น และให้เกียรติผู้อื่น นั่นคือการแสดงถึงความเคารพ (เปรียบหอคอยบริเวณนั้น ว่าเป็นผู้ที่เหนือใคร ต้องให้เกียรติผู้อื่น)
  3. ร่วมมือ – ผู้ถ่อมตนจะให้ความร่วมมือกับผู้อื่นเพื่อสรรสร้างงานของส่วนรวมจึงเปรียบกับช้างที่อยู่กับโขลง ครอบครัวคอยดูแลกันให้ปลอดภัย (ชี้ชวนดูฝูงช้าง-ต้นตระโกดัด รอบบริเวณ)
  4. มุ่งมั่น – ผู้ถ่อมตนมีการจดจ่อต่อสิ่งที่ตนเองกระทำ เพื่อเกิดประโยชน์ต่อโลก ไม่วอกแวกไปคิดในสิ่งอื่นๆ จนกระทั่งงานสำเร็จตามเป้าหมาย
  5. เรียบง่าย – ผู้ถ่อมตนจะใช้ชีวิตอย่างเรียบง่าย มีอิสรภาพในตัวเอง เต็มไปด้วยความพอใจในการดำเนินชีวิตที่ไม่ซับซ้อนซ่อนเงื่อน (แจกกระดาษเปล่าสะอาดให้เขียนความรู้สึกดีๆ เช่นผู้ที่เรียบง่ายไม่มีความไร้สาระ ย่อมสามารถเก็บเกี่ยวสิ่งที่ดีในชีวิต)
  6. ใจกว้าง – ผู้ถ่อมตน มีหัวใจกว้างใหญ่ที่สามารถยอมรับความแตกต่างในผู้อื่นได้ ด้วยการส่งเสริมให้เกิดความก้าวหน้าทางจิตวิญญาณ (จบลงด้วยการแจกขนมหวาน หรือให้ชีวิตคืดแต่สิ่งที่หวานชื่น)
  • กิจกรรมความถ่อมตน ในพระราชวังฯ
    กิจกรรมความถ่อมตน ในพระราชวังฯ
  • กิจกรรมความถ่อมตน ในพระราชวังฯ
    กิจกรรมความถ่อมตน ในพระราชวังฯ
  • กิจกรรมความถ่อมตน ในพระราชวังฯ
    กิจกรรมความถ่อมตน ในพระราชวังฯ
  • กิจกรรมความถ่อมตน ในพระราชวังฯ
    กิจกรรมความถ่อมตน ในพระราชวังฯ
  • กิจกรรมความถ่อมตน ในพระราชวังฯ
    กิจกรรมความถ่อมตน ในพระราชวังฯ
  • กิจกรรมความถ่อมตน ในพระราชวังฯ
    กิจกรรมความถ่อมตน ในพระราชวังฯ
  • กิจกรรมความถ่อมตน ในพระราชวังฯ
    กิจกรรมความถ่อมตน ในพระราชวังฯ
  • กิจกรรมความถ่อมตน ในพระราชวังฯ
    กิจกรรมความถ่อมตน ในพระราชวังฯ
  • กิจกรรมความถ่อมตน ในพระราชวังฯ
    กิจกรรมความถ่อมตน ในพระราชวังฯ
  • กิจกรรมความถ่อมตน ในพระราชวังฯ
    กิจกรรมความถ่อมตน ในพระราชวังฯ
  • กิจกรรมความถ่อมตน ในพระราชวังฯ
    กิจกรรมความถ่อมตน ในพระราชวังฯ
  • กิจกรรมความถ่อมตน ในพระราชวังฯ
    กิจกรรมความถ่อมตน ในพระราชวังฯ
  • กิจกรรมความถ่อมตน ในพระราชวังฯ
    กิจกรรมความถ่อมตน ในพระราชวังฯ

กลุ่มอ่อนหวาน เน้นคุณธรรม ‘ละวาง’ จากสาระของการแสดงละคร ‘ราชาจานาก’ เพื่อให้ท่านจันทร์(นักบวช) และพี่หล้า (โยคี) ให้นิยาม ‘การสละละทิ้ง’ ตามบทบาท และวิถีชีวิต ทั้งในหนทางของการแสดงความภักดีต่อสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ในรูปของการทำพิธีกรรมทั้งหลาย หรือหนทางของการสละละทิ้งของซานยาสซี ที่ปลีกตัวไป อยู่ในป่า ทิ้งครอบครัว สังคมและสุดท้ายคือหนทางของความรู้ที่เกิดปัญญาในการกลับคืนสู่สาระหรือสภาวะดั้งเดิมที่สูงส่ง สวยงาม และศักดิ์สิทธิ์ ในความเป็นนิรันดร์ของชีวิตและสรรพสิ่ง

ได้รับพร 'ดอกบัวพิเศษ' พร้อม 'ขนมหวานพิเศษ' เรียกว่า 'ฮาว่า' ที่ให้ความหมาย 'การละวาง' อย่างลึกซึ้ง




‘น้อง Boat’ ได้ร่วมแสดงละครและตั้งคำถามเพื่อได้คำตอบ ในการใช้ชีวิตของเด็กหนุ่มที่ต้องใช้ทุกสิ่งในชีวิตอย่างมีค่า ไม่ว่าจะเป็นความรู้ ความสามารถและทรัพย์สมบัติ (เพิ่งจบบทเรียนของ ‘ราชาโยคะ’ ใหม่ๆ หลังรับปริญญาโทจากอังกฤษ)

บทละครตอนเริ่มเรื่อง ‘ราชาจานาก’ ...รายละเอียดคลิกที่นี่
แสดงบนเรือเพื่อสะท้อนคุณธรรม ‘การละวาง’
...รายละเอียดคลิกที่นี่

กลุ่มความเป็นผู้ใหญ่ คือ กลุ่มสุดท้ายหลังจากการเพียรพยายาม ในการพัฒนา คุณธรรม ให้ครบครัน 36ประการในวันนั้น

ในการฝึกจิตแบบราชาโยคะ คำพูดที่ว่า มองแต่ไม่เห็น ฟังแต่ไม่ได้ยิน ซึ่งหมายถึง การคงสภาวะที่มีสำนึกรู้ในความจริงแท้ทั้งหมด รวมทั้งความเป็นลบ แต่ไม่จับจ้องมองแต่จุดนั้น ส่วนใหญ่เรามักติดกับในความเป็นลบเพราะเรามีปฏิกิริยาและการตอบโต้ที่แสดงออกมาในรูปของการตัดสิน กล่าวโทษ วิพากษ์วิจารณ์ หรือ ติดป้ายไว้ เราทำทุกสิ่งเหล่านี้เมื่อเรารู้สึกถูกขู่ขวัญจากสิ่งที่ไม่คุ้นเคย หรือ เมื่อเราต้องหันห่างจากบริเวณที่เคยชินสะดวกสบาย (comfort zones)
ดังนั้นจิตใจและทัศนคติที่ชอบความสะดวกสบาย มักจะมีอันตรายใหญ่หลวง คอยตัดสินและวิพากษ์วิจารณ์ ไม่มีการป้อนข้อมูลในทางดีให้ตนเอง ที่คอยกระตุ้นหรือให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในทางบวกได้เลย
ผลดีไม่สามารถเกิดจากข้อมูลที่ไม่ดี การเพ่งรวมของเราเป็นลบ แต่เราก็หวังว่าเขาจะเปลี่ยนไปให้ดีขึ้น
เมื่อสำนึกรู้ของเรายิ่งละวาง แทนที่จะจดจ่ออยู่กับสิ่งที่ผิด จงเสนอวิธีการแก้ไขและไม่ติดกับการพร่ำบ่นเพราะยึดความถูกต้องของตนเองเป็นหลัก

ความเป็นผู้ใหญ่หมายถึงการรู้ตัวอย่างสมบูรณ์ ... นิ่งเงียบ ปล่อยให้เวลาช่วยให้สำเร็จเสร็จสิ้นด้วยตนเอง ให้ข้อมูล ที่มาจากแรงจูงใจที่กรุณาปราณี และซื่อสัตย์ในสายสัมพันธ์อย่างสม่ำเสมอ
ความเป็นผู้ใหญ่ คือ การมองเห็นการณ์ไกล และมุ่งให้ความสำคัญกับการกระทำในเวลาปัจจุบันด้วยการใช้ประสาทสัมผัสทำกรรมดี เพื่อผลรางวัลที่จะเกิดขึ้นในอนาคต ที่จะมีชีวิตที่สงบ สุข มั่งคั่ง บริบูรณ์ ในโลกใหม่ที่บริสุทธิ์(พี่ภา)
คุณแจ๊ค แบ่งปันประสบการณ์การใช้มือเพื่อให้คุณประโยชน์ต่อผู้อื่นด้านการดูแลสุขภาพ
วันนี้ ท่านทำกรรมดีหรือยัง โดยไม่เพิกเฉยต่อการใช้ประสาทสัมผัส อย่างถูกต้อง โดยเข้าร่วมกิจกรรม 7 พันล้านการทำดี

ช่วงเราจัดเตรียมกิจกรรม ท่านจันทร์ประทับใจกับการมี Sunset Meditation เปิดตาสมาธิเพื่อร่ำลาตะวัน และต้อนรับความมืดด้วยแสงภายใน เราจึงให้ทุกคนจุดแสงและระวังไม่ให้ดับเป็นนัยสำคัญของการจบรายการที่มีพลัง เราออกไปยืนกันที่หัวเรือ ขณะที่ท่านจันทร์ใช้โอกาสนี้ถ่ายทำรายการของท่าน

การจุดแสงปัญญาคือการเห็นคุณค่าของเวลาซึ่งเน้นความสำคัญของการทำสมาธิตอนย่ำรุ่ง ตี 4ที่เป็นรากฐานของทั้งวันและเวลาของการเปลี่ยนกลางวันเป็นกลางคืน ย้ำเตือนการเปลี่ยนแปลงภายในด้วยสำนึกที่สูงสุด ในการช่วยเหลือมวลมนุษย์ซึ่งกลายเป็นอนุสรณ์ในรูปเทวดานางฟ้า ผู้มีร่างแสง มีปีกโบยบิน จากการเชื่อมโยงกับแสงสูงสุดพลังที่บริสุทธิ์ที่สุด โยคะทางจิตนี้จึงเป็นกระแสพลังที่ส่งผลไปทั่วทั้งจักรวาล

ในเวลาที่พระอาทิตย์กำลังจะตกดิน… หัวหน้า กลุ่มทั้ง 6 ได้ถือธงแห่งชัยชนะ ที่หัวเรือ เป็นสัญลักษณ์ว่า เรือของสัจจะนั้นอาจโคลงแต่ไม่มีวันล่ม เพื่อนำทางเราไปสู่จุดหมายปลายทางเดียวกันของการหลุดพ้นในชีวิตใหม่ที่ปราศจากกิเลส
"ลำแสงสีแดงทองของพระอาทิตย์ยามอัสดงนั้น…เตือนเราให้จดจำ ดินแดนสูงสุด หรือโลกนิพพาน ที่ทุกดวงวิญญาณได้จากมาและต้องหวนกลับคืนไปอีกครั้ง เป็นเวลาที่ลำแสงสุดท้ายของวันกำลังจะสิ้นสุด แต่ผู้ที่มีสิ่งสูงสุด ชีวา นำพาชีวิตจะไม่เกรงกลัวต่อความมืดมิดหรือความสับสน ด้วยการจุดแสงปัญญาให้กับนาวาชีวิตในสมาธิยามเย็น…ใช้ความเงียบสงบในการการคงสำนึกรู้ของการจุดแสงดวงวิญญาณให้ส่องสว่างด้วยคุณธรรมความดี พร้อมกันกับการจุดแสงเทียนให้ลุกโชติช่วงในยามรัตติกาล" (ฝน)
โอม ชานติ

© 2015 Brahma Kumaris Thailand. All rights reserved.