จดหมายข่าวฉบับที่ 34

วันที่ 27 ธันวาคม 2555

ถึงพี่น้อง ผู้รักสันติทุกท่าน

เป็นเวลาที่สันติภาพมาพบกับสุขภาพ ก่อนที่จะขึ้นปีใหม่ เราจึงขอเริ่มด้วยข้อคิดของ ดาดี้แจงกี ผู้นำบราห์มา กุมารีวัย 97 ผู้มีภูมิคุ้มกันดีที่สุด "เมื่ออะไรบางอย่างเกิดขึ้น เราสามารถเลือกวิธีที่จะตอบรับได้
ถ้าเราอ่อนแอภายใน
  • สถานการณ์จะทำให้เรารู้สึกมีภาระ และหนักหน่วง ถูกคุกคาม หรือนอนไม่หลับ
  • เราอาจจะไหวหวั่นในอารมณ์ เปราะบางหรือใจแข็งกระด้างซึ่งทั้งสองกรณีนี้ไม่ได้ช่วยให้ดีขึ้น
เมื่อใจนั้นแข็งกระด้างก็ดูเหมือนว่าไม่มีความรู้สึก ไม่ปราณีไม่เห็นใจว่าใครกำลังเผชิญกับอะไร เมื่อมีความรู้สึกอ่อนไหวและเปราะบางก็ถูกกระทบได้ง่ายแม้สิ่งที่เล็กน้อยที่สุด ดังนั้น การมีความเข้มแข็งภายในได้ เราต้องทำให้หัวใจของเรา...เข้มแข็ง ด้วยความเมตตา และความซื่อสัตย์ จงหาเวลาที่จะรักตนเอง แล้วลองดูซิว่า เราตอบรับกับผู้คนอย่างไร? หากตอบรับด้วยความรัก นั่นคือศิลปะในการใช้ชีวิตที่ดี เพราะความรักนั้นสร้างความเข้มแข็งภายในที่ทำให้เรามีสุขภาพดี..."
วันนี้เรามี ศาสตราจารย์พิเศษ ดร.อิทธิกร วัฒนะมาฉายแสงของดวงดาวแห่งความปรารถนาดี (Star of Good wishes) คู่กันกับดวงดาวแห่งความน่าอัศจรรย์ (Star of Wonder) คือ ดร.ชานดรา เชคก้า อดีตทหารอากาศ จากประเทศอินเดียซึ่งได้รับความรู้ 'ราชาโยคะ'มาเป็นเวลา 8 ปีแล้ว

ดร.อิทธิกร ได้ใช้ผลของการศึกษาราชาโยคะในอนาคตเป็นนิยามของความปรารถนาดี "ความปรารถนาที่จะให้ผู้อื่น มีความสุข(Happy) มีสุขภาพดี(Healthy) และมีความมั่งคั่ง(Wealthy)"

ในเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมา ดร.อิทธิกร ได้แนะนำให้รู้จักกับ ดร.ชานดรา ผู้แต่งหนังสือ 'Invisible Doctor' ซึ่งพูดถึง 3 Doctors ไว้ คือ
  1. Visible Doctor หมอที่มีตัวตน มองเห็นได้ทำหน้าที่บำบัดรักษา(Treat)
  2. Invisible Doctor หมอที่ไม่มีตัวตน มองไม่เห็น ทำหน้าที่เยียวยาด้วยคุณธรรม(Heal)
  3. Invisible Doctor หมอที่ไม่มีตัวตน มองไม่เห็น ผู้เป็นพลังงานสูงสุดซึ่งทำให้หายจากโรค(Cure)
พร้อมกับเล่าเรื่องที่มหัศจรรย์ "ดร.ชานดราได้เจ็บป่วย ด้วย 3 โรคร้ายที่รุมเร้าคือ เบาหวาน โรคตับและมะเร็ง ซึ่งแพทย์ต้องให้การรักษาด้วยคีโมบำบัด(Chemo Therapy)เหมือนกับการรักษามะเร็งระยะสุดท้ายทั่วๆไป ครอบครัวก็ได้รับแจ้งว่าโอกาสที่เขาจะฟื้นและมีชีวิตต่อไปมีน้อยมาก เขาเสียใจมากร้องไห้คร่ำครวญต่อว่าพระเจ้าว่า "เขาเป็นลูกที่ดีของพระเจ้ามาถึง 8 ปี ศรัทธาปฏิบัติตามคำสอนของพระเจ้ามาตลอด แต่ทำไมโรคร้ายนี้ต้องเกิดขึ้นกับเขา ทำไมเขาต้องตายด้วยความทุกข์ทรมานเช่นนี้ ทำไมพระเจ้าไม่ช่วยเขา?... แล้วเขาก็หมดสติไป ทันใดนั้น เขาก็ได้รับนิมิตจากพระเจ้าในรูปของแสงและปรากฏภาพของ Brahma Baba ในแสงนั้นพร้อมกับเสียงกระซิบด้วยความรักว่า "ลูกจะไม่ตาย ลูกจะฟื้นชีวิตขึ้นมาใหม่ เพราะชีวิตของลูกนั้นมีค่า ลูกจะฟื้นชีวิตเพื่อทำภารกิจเผยแพร่ความมหัศจรรย์นี้และช่วยเหลือผู้อื่นที่ประสบชะตากรรมเช่นเดียวกับลูก" จากนั้นเขาก็ฟื้นชีวิตขึ้นมาได้อย่างปฏิหารย์..ท่ามกลางความแปลกใจไม่น่าเชื่อของวงการแพทย์สมัยใหม่11 เดือนหลังจากนั้นเขาหายเป็นปกติจากโรคทั้งหมด"

ดร.อิทธิกรได้เล่าถึงตนเอง "เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นตรงกันในปี 2550 ที่เมือง PUNE ประเทศอินเดีย (ที่ฉันเคยไปเรียน) เมื่อตรวจพบเบาหวานขึ้นไปถึง 244 คอเรสเตอร์รัลขึ้นไปมากกว่า 300 รวมทั้งไขมันร้ายคือไตรกีเซอไรด์เป็น 2 เท่ากว่าปกติ ฉันได้นำวิธีการเดียวกันของ ดร.ชานดรา มาเยียวยาตนเองเพียง 6 สัปดาห์ น้ำตาลในเลือด ไขมันในเลือดและไขมันร้ายกลับสู่ภาวะปกติ...

ดร.ชานดรา ได้สร้างหลักสูตรการศึกษาตั้งแต่ระดับประกาศนียบัตรถึงปริญญาโททางวิทยาศาสตร์เรียกว่า Memory Developmentand Psychoneurobics ซึ่งจะให้ได้ผลดีต้องศึกษาและปฏิบัติ 'Raja Yoga' ด้วย โดยมี Tamil Nadu Physical Education and Sport University เผยแพร่หลักสูตรนี้ไปทั่วโลก"

เก็บประเด็นจากการสาธิตวิธีรักษาคนไข้ของ ดร.ชานดรา มาฝาก
  1. ใช้พลังสมาธิทำให้น้ำเป็นยารักษาโรคได้ทันทีและอาจเก็บไว้นาน เว้นแต่ถ้าผู้ที่รับประทานมีความโกรธ ความกลัว ความคิดที่ไร้ประโยชน์รวมทั้งการใช้โทรศัพท์มือถือที่ทำลายกระแสพลัง
  2. อาหารเนื้อสัตว์จะเร่งการขยายตัวของเซลล์มะเร็งผู้ป่วยต้องรับประทานอาหารมังสวิรัติที่บริสุทธิ์
  3. ผู้ป่วยมะเร็งล้วนมีประวัติของความทุกข์หรือการสูญเสียอย่างแรงในชีวิต
เคยอัศจรรย์ใจไหมว่า พระเจ้าอยู่ที่ใดในเวลานี้?
เรื่องราวที่มีการคร่ำครวญกับพระเจ้าในเวลาทุกข์ระทมของ ดร.ชานดรา เป็นคำตอบในบริบทนี้แล้วว่า เมื่อเราพร้อมที่จะทำให้ชีวิตนั้นมีค่า มีประโยชน์ต่อการปลดปล่อยมวลมนุษย์จากความทุกข์ทรมาน เราจะมีความกล้าหาญที่จะทำตามหนทางที่พระเจ้ากำหนดด้วยความเข้าใจ เพื่อให้ท่านช่วยเหลือเราได้ในกระบวนการเยียวยาจากภายใน เช่นดาดี้ แจงกี ได้สรุป 3 ประเด็นสำคัญนี้ไว้เป็นการพิสูจน์ว่า พระเจ้าอยู่ ณ ที่นี่ เวลานี้เพื่อสอนให้เราเคารพกฏแห่งกรรม และกฏธรรมชาติ

ดาดี้ตอบทั้งสองคำถามในเวลาเดียวกัน
  1. ฉันจะดูแลเอาใจใส่ตัวเองอย่างไร?
  2. ฉันจะดูแลเอาใจใส่ผู้อื่นอย่างไร?
  • ยารักษาโรค(Medicine)
  • พลังโยคะ(Yoga Power)
  • กรรม(Karma)
ยารักษาโรค (Medicine)
จิตใจและร่างกายก็มีอิทธิพลต่อกัน ดังนั้นจึงไม่สามารถเพิกเฉยต่อร่างกายได้ ยารักษาโรคไม่ใช่เป็นสิ่งที่ผิด ความผิด เกิดขึ้นต่อเมื่อให้ความสนใจต่อร่างกายเท่านั้น หากจำเป็นสำหรับการใช้ ยารักษาโรค จงใช้ยาแต่อย่าได้ให้ยาเป็นสิ่งคํ้าจุนชีวิตและต้องขึ้นอยู่กับยาเท่านั้น การเชื่อมโยงกับ พระเจ้าจะเกิดการตื่นตัว (Alertness) พละกำลัง (Strength) และความสามารถ (Capacity) ในการเยียวยารักษา

จงใช้การฝึกจิตที่ท่าให้มีความสงบและผ่อนคลาย จนในที่สุดอยู่เหนืออิทธิพลของความ เจ็บปวด และนอนหลับได้โดยไม่ใช้ยาที่ทำให้เกิดผลข้างเคียงอื่นๆ

พลังโยคะ(Yoga Power)
คือความสามารถในการรักษา ความสัมพันธ์ที่เต็มไปด้วยความรักต่อดวงวิญญาณสูงสุดที่ท่าให้ดวงวิญญาณมนุษย์จบสิ้นโรคภัยและป้องกันไม่ให้กลับมาเป็นโรคนั้นอีก บ่อยครั้งที่เป็นเพราะความคิดที่ไม่ดี มีการโต้ตอบในทางลบต่อสถานการณ์ภายนอกซึ่งเป็นเหตุของโรคภัย การ ฝึกฝนหลักของจิตใจคือการมีการเชื่อมโยงกับสิ่งสูงสุด ในระดับที่เป็นบวกและบริสุทธิ์ ถ้ามีความอยากปรารถนาที่ไม่ได้รับการตอบสนอง จะนำไปสู่ความทุกข์ระทมและเสียสุขภาพ "แต่หากฉัน เปลี่ยนเป็นความปรารถนาเดียวที่เต็มไปด้วยพลังที่จะท่าให้ผู้อื่นมีความสุขและมีพลานามัยดี พลัง ของพระเจ้าก็จะช่วยฉันให้สมปรารถนา หากมีสิ่งใดที่ฉันต้องการจากมนุษย์ ก็จะมีปัญหาและความยากลำบากเสมอ" แต่ถ้ามีความพอใจในตนเองจากการได้รับคุณประโยชน์จากสิ่งสูงสุดอย่างมากมาย ดวงวิญญาณก็จะสามารถเป็นเครื่องมือที่จะให้แก่ผู้อื่นได้อย่างมากมายเช่นกัน

สิ่งสำคัญที่สุด ถ้าหากมีร่องรอยของความวิตกกังวลแม้เพียงน้อยนิดก็ไม่สามารถมีการเยียวยาที่จะรักษาได้อย่างแท้จริง บางครั้งแม้เพียงได้ยินเกี่ยวกับโรคภัยของผู้อื่นเขาเองก็อาจจะล้มป่วยไปได้ ดังนั้นแม้ร่างกายเป็นโรคขอให้จิตใจอยูในความจดจำ ระลึกถึงพระเจ้า

แต่ละคนจะต้องไม่เป็นเพียงคนป่วย จงเป็นหมอให้แก่ตนเอง เพื่อเยียวยารักษาตนเองได้ ไม่ว่าจะเป็นโรคอะไร เป็นโรคหัวใจหรืออวัยวะอื่นๆ หรือมีความเจ็บปวดอย่างแรง ด้วยพลังของ การฝึกจิตด้วยการจดจำระลึกถึงพระเจ้า โรคภัยนั้นก็สามารถหายได้ ฉันจะต้องแน่ใจว่าฉันจะไม่ตกภายใต้อิทธิพลที่ผู้อื่นพูดถึงสุขภาพของฉันในทางที่ไม่ดีรวมทั้งหมอ

การศึกษาทางจิตหมายถึงการเรียนรู้ว่าจะรักษาจิตใจ ให้เป็นอิสระจากความตึงเครียดได้โดยไม่ตกภายใต้อิทธิพลของสถานการณ์และผู้อื่น ไม่ว่าเราจะได้รับการยกย่องวิพากวิจารณ์หรือเรารู้สืกถึงชัยชนะหรือการพ่ายแพ้ สำนึกรู้ทางจิตทำให้เกิดความมั่นคงโดยไม่มีการขึ้น-ลงไหวหวั่น

ปัจจัยที่เป็นเหตุของความไม่พอใจอย่างใหญ่หลวงในโลกก็คือ ความปรารถนาที่ซับช้อนมากมายอย่างสมํ่าเสมอ ไม่มีเวลาที่จะรู้สึกได้ว่าอิ่มเต็ม หรือรู้สึกพอใจที่จะพักนึ่งอยู่ได้ ทำให้ความสัมพันธ์นั้นเปราะบาง ความหงุดหงิดไม่พอใจและความโกรธจึงปรากฎขึ้น ความโกรธคือเหตุของโรคภัยมากมาย รวมทั้งความผูกพันยึดมั่นต่อผู้คนและสิ่งของครอบครองและต่อภาพลักษณ์ใดเป็นพิเศษของตนซึ่งเป็นเหตุของความทุกข์ และโรคภัยอันใหญ่หลวงเช่นกัน

ที่ใดมีความไม่พอใจ หัวใจไม่มีวันอยู่นิ่ง ความคิดที่ไร้ประโยชน์และไม่ดีทำลายความสงบ ด้วยสำนึกรู้ทางจิตวิญญาณเราก็สามารถตระหนักถึงสิ่งที่ไร้ประโยชน์ สามารถเปลี่ยนรูปแบบของความคิดและมีความสงบได้ ดังนั้นด้วยความรับผิดชอบต่อร่างกาย เราจึงต้องเอาใจใส่ดูแลทั้งร่างกาย และจิตใจ

กรรม(Karma)
ทัศนคติในการเยียวยาโดยเฉพาะต่อโรคภัยคือการเห็นว่าเป็นผลของอดีตกรรมของตน ทั้งระยะสั้นและระยะยาวหรือทันที แต่หากจิตใจสามารถน้อมรับความรับผิดชอบได้เช่นนี้ อยู่ในการจดจำระลึกถึงสิ่งสูงสุด พลังที่ได้รับจะทำให้จิตใจไม่ถูกกระทบแม้มีโรคภัยทางร่างกายที่รุนแรง

ความผิดที่ทำในอดีตไม่ควรทำให้เรารู้สึกผิด ชีวิตเปรียบเหมือนละคร แต่ละฉากเปิดเผยขึ้นมาและนำไปสู่ฉากต่อไป และการรับผิดชอบต่อความผิดของตนเพียงเท่านั้น เราก็จะเห็นว่าฉากนั้นได้จบลงแล้วและได้กลายเป็นอดีต ฉันสามารถที่จะเปลี่ยนแปลงเพื่อไม่ให้มีการกระทำ ผิดซํ้า แต่ฉันไม่สามารถจะเปลี่ยนสิ่งที่เกิดขึ้นแล้ว แต่ฉันเปลี่ยนแปลงอนาคตได้

ด้วยความเข้าใจทางจิตวิญญาณย่อมเรียนรู้ที่จะทำกรรม เพื่อเป็นหลักประกันสำหร้บพลามัยที่ดีในอนาคต เป็นการตระหนักรู้ถึงบทบาทของดวงวิญญาณที่ไม่สูญสลาย เพื่อให้ผลรางวัลของกรรมดีกลายเป็นประสบการณ์ของชาตินี้และชาติหน้า เมื่อร่างกาย จิตใจ และสมบัติได้นำมาใช้เพื่อช่วยเหลือมวลมนุษย์ในงานรับใช้ของพระเจ้า สิ่งนี้จะทำให้เกิดพลังอำนาจอย่างมหาศาลต่อร่างกายในการเยียวยาตนเอง เมื่อสิ่งนั้นถูกนำไปใช้ในทางลบก็จะมีผลกระทบต่อร่างกายและสุขภาพที่ไม่ดี

ในการเกี่ยวเนื่องกับโรคภัยของร่างกายตนเอง ดาดี้แจงกี กล่าวไว้ว่า เธอรู้สืกว่าเธอมีชีวิตชีวาอยู่ได้ด้วยความรักและพรที่ผู้อื่นให้จากการที่ดาดี้ได้รับใช้ช่วยเหลือทางจิตวิญญาณและด้วยพลังของโยคะที่ทำให้ดาดี้มีพลังงานในการทำงานเพื่อโลกเช่นนี้ "ถ้าฉันจะเป็นเพียงร่างกายของตนในสภาพเช่นนี้ ฉันจะไม่สามารถจัดการกับสิ่งใดได้เลย ด้วยสำนึกของการเป็นเครื่องมือของพระเจ้าเท่านั้น ที่ทำให้พลังจากสิ่งสูงสุดไหลผ่านไปถึงดวงวิญญาณอื่น นี่คือแรงจูงใจที่ทรงอำนาจอย่างมาก ซึ่งจะนำความสงบ พลานามัยและความสุขมาสู่โลก"

สรุป
ยาที่ยิ่งใหญ่ที่สุดที่ทำให้มีพลานามัย ให้แรงบันดาลใจแก่ผู้คนทั้งโลกในการพัฒนาสุขภาวะของตนคือการทำตามกฎแห่งกรรมที่ว่า ให้ความสุข รับความสุข เป็นการปฎิเสธที่จะยอมรับสิ่งไหนนอกจากความสุขเท่านั้น

สุดท้าย เราขอตอบคำถามของดวงดาวแห่งความปรารถนาดีที่ว่า ท่านส่งความปรารถนาดีให้กับผู้ที่ต้องการในวันนี้หรือยัง?

เราขอส่งบัตรความปรารถนาดีจากคำสอนที่ศักดิ์สิทธิ์ที่ได้ประมวลไว้ถึง 134 หัวข้อจากหนังสือ 'ความปรารถนาดีและความรู้สึกที่บริสุทธิ์'(ต้นฉบับภาษาอังกฤษที่แปลเป็นภาษาไทย ใน www.bkthai.com)

บางบัตรสมาชิกบางท่านได้ขยายความไว้ด้วยภาษาที่กระชับ ชัดเจน เข้าใจง่ายจากรายละเอียดของแต่ละหัวข้อหรือสถานการณ์ด้วยระบบเสียงหรือระบบข้อความ เพื่อทำให้ผู้ที่ยังไม่ได้ศึกษาคำสอนพื้นฐานสามารถเข้าใจ ยอมรับ ปรับตัวปรับใจ ให้คงความปรารถนาดีไว้ ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น ทุกสิ่งเป็นไปเพื่อการเปลี่ยนแปลงทัศนคติ มุมมองที่เป็นบวก อันเป็นการปกป้องตนเองและผู้อื่น

แต่ละวัน อย่าลืมส่งบัตรความปรารถนาดีจาก 134 หัวข้อ ไปให้เพื่อนฝูง ญาติมิตร เพื่อการเตรียมพร้อมเสมอ ในแต่ละเหตุการณ์ที่แต่ละท่านต้องเผชิญ

(เราได้จัดพิมพ์บัตรครบชุด 134 ใบ ไว้สำหรับทุกท่านที่ต้องการ นำไปเป็นของขวัญปีใหม่ ชีวิตใหม่ และโลกใหม่)



© 2015 Brahma Kumaris Thailand. All rights reserved.