จดหมายข่าวฉบับที่ 15

วันที่ 20 สิงหาคม 2555

ถึงพี่น้อง ผู้รักสันติทุกท่าน
วันนี้เรามี 'คุณหลุ่ม' 'ดวงดาวแห่งการมีสัจจะ'
(Star of Truthfulness)มาแบ่งปันข้อคิดจากชีวิตจริงที่ได้ให้ความสำคัญแก่ การมีสัจจะมากที่สุด จึงเป็นภาพลักษณ์ในหัวใจของทุกคนที่ได้เข้าใกล้

ขอแสดงความยินดีกับการเล่นบทบาทที่สำคัญของ
'คุณหลุ่ม' ในการเป็นนักกฎหมายที่เที่ยงธรรม การเป็นนักพยากรณ์ที่แม่นยำ เพื่อชี้นำทางธรรมโดยไม่หารายได้ การเป็นมิตรแท้ของทุกคนโดยไม่แบ่งชนชั้น และในที่สุดการเป็นผู้แสวงหา'ตัวตน'ที่แท้จริง เราจำได้ว่า 'คุณหลุ่ม' เลือกพลังของการตัดสิน ของเทวีสรัสวตี...ผู้หยั่งรู้จักตนเอง เมื่อครั้งที่เราจัดรายการพัฒนาพลังทางจิตทั้ง 8 ในนามของเทพเทวีต่างๆที่ได้รับการกราบไหว้บูชา จนกระทั่งทุกวันนี้

"เหตุการณ์ที่บีบคั้นหรือภาวะกดดันจะทำให้ผู้คนแสดงออกถึงตัวตนที่แท้จริง เป็นพลังอำนาจดั้งเดิมแห่งดวงวิญญาณเมื่อผู้คนจำต้องเลือกระหว่างสัจจะหรือความจริงแท้เที่ยงตรงกับปัจจัยที่มีอิทธิพลอื่น ๆ เช่น ความรัก ความกลัว ความเกลียด ความโลภหรือความทะยานอยาก ผู้มีสัจจะจะไม่นำสิ่งเหล่านั้นมาเป็นข้ออ้างในการตัดสินใจหรือประพฤติตน เขาจะดำรงตนอย่างตรงไปตรงมากับทุกบุคคลหรือทุกสิ่งที่อยู่ภายใต้การดูแลในบทบาทของเขา แม้จะเป็นการเลือกระหว่างบุคคลร่ำรวยหรือยากจน บุคคลที่ยิ่งใหญ่หรือต่ำต้อย บุคคลอันเป็นที่รักหรือเกลียดชัง บุคคลที่อาจให้คุณประโยชน์หรือให้โทษ เขาก็จะยังคงให้ความสำคัญกับทุกสิ่งและทุกคนอย่างเท่าเทียม ไม่มีความลำเอียงใด ๆอันถือเป็นความรับผิดชอบในทุกบทบาท ไม่ว่าจะเล็กน้อยหรือยิ่งใหญ่เพียงใดในสายตาของผู้คน มีความปรารถนาดีและให้เกียรติต่อทุกดวงวิญญาณอย่างเท่าเทียม โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้มีสัจจะนั้น เป็นดวงวิญญาณที่สงบนิ่งไม่ยอมให้สิ่งใดมากระทบสัจจะที่ตนมี หากทำไม่ได้ดังนี้แล้ว เขาก็คือ ผู้ที่ไม่มีสัจจะ"

เราขอร่วมตอบคำถามกับคุณหลุ่มว่า ผู้คนจะแสดงออกอย่างไรเมื่อเขามีสัจจะ และเมื่อไม่มีสัจจะ?

ผู้มีสัจจะนั้นมีวิญญาณของการเรียนรู้ (Spirit of Learning) จึงอยู่อย่างถ่อมตน ความถ่อมตน คือ การรู้จักละวางความคิดของตนไว้ชั่วคราวเพื่อพิจารณาและเรียนรู้ความคิดของผู้อื่น นั่นคือการมีความเคารพตนเองและผู้อื่น ส่วนผู้ที่ไม่มีสัจจะ จะคิดว่า "ฉันรู้แล้ว" ปิดกั้นการเติบโตทางจิตวิญญาณ เป็นความจริงที่ว่าผู้คนในโลกนี้ล้วนเกิดมาเพื่อเรียนรู้ ไม่เช่นนั้นเขาก็จะขาดบทเรียนชีวิตที่มีทุกคนเป็นครู การเรียนรู้จัก 'สัจจะ(Truth)' นั้นใช้เวลาไม่นานแต่การเป็น ผู้มีสัจจะ (Truthful) นั้นใช้เวลาทั้งชีวิต เพราะเราต่างก็หลงติดอยู่กับความหลอกลวง ในโลกของมายาที่มีความทุกข์ และปัญหา นานัปการ เหล่านี้มีผลต่อเราต่างกันไปตามระดับของสัจจะที่มีอยู่ภายใน แต่หากเรามีสำนึกในการเป็นดวงวิญญาณ ได้อย่างแท้จริงโดยไม่หลอกตัวเอง เราจะกลายเป็นผู้มีสัจจะโดยสมบูรณ์

จิตวิญญาณ (Spirituality) เป็นรากฐานของชีวิต แสดงออกในรูปของพลังงานที่คงอยู่เป็นนิรันดร์ ดังนั้นหากเป็นจิตวิญญาณของผู้มีสัจจะย่อมมีความรู้ในหลักทั้งสามประการ ดังนี้ คือ
  1. ความรู้เกี่ยวกับตนเอง(Self) ในรูปของพลังงานดวงวิญญาณ(Soul Energy) ที่ประกอบไปด้วยจิตใจ สติปัญญาและรอยกรรม
  2. ความรู้เกี่ยวกับพระเจ้าหรือดวงวิญญาณสูงสุด (God/Supreme Soul) ในรูปของพลังงานสูงสุด (Supreme Energy)
  3. ความรู้เกี่ยวกับกฎแห่งกรรม(Law of Karma) ในรูปของพลังงานวัตถุหรือกายภาพ (Physical Energy) ที่ดวงวิญญาณใช้ทำกรรมด้วยจิตใจ ร่างกายและวัตถุธาตุอื่นๆ กลายเป็นละครชีวิตที่มีผู้แสดงต่างบทบาท
เมื่อเราลืมตนเองและสิ่งสูงสุด เราจึงละเมิดกฎแห่งกรรมและกฎธรรมชาติ แล้วปล่อยให้มายาเข้ามาทำลายสัจจะอันเป็นคุณสมบัติดั้งเดิมของจิตวิญญาณ ทำให้เราเกิดรอยกรรมที่ต้องชำระหนี้ด้วยความทุกข์ทรมานไม่ช้าก็เร็ว

สิ่งสูงสุด ผู้มีความบริสุทธิ์เสมอ เพราะไม่เคยเกิดมาเป็นมนุษย์แล้วหลงลืม จึงต้องทำหน้าที่ ครูสุงสุด ในการให้ความรู้ที่เป็นสัจจะอย่างสมบูรณ์ ตั้งแต่ต้นจนจบของละครโลกตามวงจรเวลา เราเรียกท่านในศาสนาฮินดูว่า
Sat-Chit-Anand สัจจะ-จิต-อนันต์

นักเรียนที่ฉลาดที่สุดและสามารถถ่ายทอดในทางปฏิบัติได้ทันที คือ Mama ของเรา ตามตำนานเรียกขานท่านว่า "Mateshwari Jagadamba Saraswati " ในปี ค.ศ.1956 Mama ได้สรุปความหมายที่ว่า 'God is Truth,the Living Being and The Embodiment of Bliss' ไว้ให้เราได้เข้าใจพระเจ้าได้อย่างง่ายดายและชัดเจน

Truth(Sat) คือสัจจะ -ท่านไม่สูญสลาย เป็นอมตะ เป็นนิรันดร์ คงอยู่ตลอดไป

Living Being(Chit) คือ ผู้มีชีวิต-ท่านมีจิตใจและสติปัญญา เต็มไปด้วยความรู้และความสงบ ท่านสอนความรู้และโยคะให้แก่เรา ด้วยการยืมใช้ปากของบราห์มา

Embodiment of Bliss(Anand) คือผู้เป็นตัวแห่งความปิติ -เปี่ยมล้นด้วยคุณธรรม อยู่เหนือสุขและทุกข์ ท่านจึงเป็นคลังสมบัติที่มีค่าของความสุข-ความปิติสม่ำเสมอ

เหตุนี้เองเมื่อมนุษย์ เริ่มขาดคุณธรรม ก็เริ่มทำพิธีกรรม กราบไหว้บูชาสิ่งศักดิ์สิทธิ์สูงสุดเพราะยังจดจำได้ว่าท่านคือผู้ประทานความปิติสุข ส่วนสิ่งมีชีวิตอื่นๆเช่นสัตว์ พืช และสิ่งไม่มีชีวิต เช่นวัตถุธาตุ ต่างก็เป็นสัจจะที่คงอยู่ตลอดไป แต่เปลี่ยนสภาพไปตามคุณภาพของดวงวิญญาณมนุษย์ที่ไม่สูญสลาย การพัฒนาด้านจิตวิญญาณจึงนำการเปลี่ยนแปลงมาสู่สรรพสิ่ง ด้วยการจดจำว่า ฉันคือใคร เป็นของใคร อยู่ ณ ที่ใด เวลานี้

เมื่อร่างที่สูญสลายพบกับความตาย ดวงวิญญาณที่ไม่อาจสูญสลายจึงเปรียบเหมือน 'นักเดินทาง' ที่ต้องเดินทางต่อไปจนครบวงจรแต่ละรอบ แต่การเดินทางสู่ยุคทอง หรือดินแดนแห่งสัจจะ (The Land of Truth) ต้องอาศัยความซื่อสัตย์และการ มีสัจจะเป็นมิตรแท้เท่านั้น จึงจะนำพาตนเองกลับไปสู่คุณสมบัติดั้งเดิมของจิตวิญญาณอันเป็นเป้าหมายแห่งความสุข ที่แท้จริงได้ "The Father's plan is to change The Land of Falsehood into The Land of Truth. So, in order to go to The Land of Truth, you definitely have to become truthful."

โปรดชมภาพยนตร์ ที่สะท้อนเรื่องราวของนักเดินทางผู้มีชีวิตอยู่ในดินแดนแห่งสัจจะ ในฉากแรกของละครโลก



© 2017 Brahma Kumaris Thailand. All rights reserved.